ชีวาทัยฯ เผยแผนปี 68 ยังไม่ผุดโครงการใหม่ แต่เน้นซื้อที่ดิน 4 แปลง รอบกทม. รวมมูลค่าที่ดินกว่า 500 ล้านบาท ทั้งสนเทกโอเวอร์คอนโดฯโลว์โรส์ และหันกลับประมูลบ้านเดี่ยวมือสอง จากกรมบังคับคดีอีกครั้ง เดินหน้าปรับกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมพันธมิตร วางแผนเติบโตด้านรายได้และลดหนี้ต่อเนื่อง ตั้งแต่มุ่งเน้นโปรโมชั่น Mega Sales , อยากซื้อต้องได้ซื้อ ที่ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพิ่มรายได้จากธุรกิจให้เช่าและนิติบุคคล รวมถึงการลดหนี้ลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมชูจุดเด่นด้านการดูแลลูกค้า ตั้งเป้ารายได้ปี 2568 จำนวน 2,000 ล้านบาท และยอดขาย 2,500 ล้านบาท
นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHEWA เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2567 ที่ผ่านมาว่า อยู่ในช่วงหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ประกอบกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน แม้มีมาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่ลดค่าโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองจากร้อยละ 3 เหลือร้อยละ 0.01 พร้อมขยายเพดานจากราคา 3 ล้านบาทเพิ่มเป็น 7 ล้านบาท แต่ก็ยังมีปัจจัยลบในหลายเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยรวม เช่น อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้กระทบต่อความมั่นใจของลูกค้าในภาพรวมสำหรับชีวาทัย แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากกระแสของลูกค้าที่ชะลอตัว แต่จากสถิติที่ผ่านมาพบว่า จำนวนลูกค้าที่เข้าชมโครงการไม่ได้ลดลง แต่ลูกค้าใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจนานขึ้น รวมถึงโอกาสในการขอสินเชื่อสำเร็จลดลง ทางบริษัทจึงมีการปรับนโยบายและโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมถึงให้คำปรึกษาในการขอสินเชื่อแก่ลูกค้าในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีการจัดเก็บข้อมูลและสอบถามความคิดเห็นจากลูกค้า เพื่อตอบสนองเป็นโปรโมชั่นและบริการที่ทำให้ลูกค้าทุกคนประทับใจ มั่นใจในคุณภาพของสินค้า และการดูแลทั้งก่อนและหลังการขาย แม้ว่าจะมีผลกระทบจากกระแสของตลาดที่มีการให้โปรโมชั่นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2568 ชีวาทัยฯ ยังไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่จากการที่เน้นขายโครงการพร้อมอยู่ที่เป็นสต๊อกของบริษัท แต่จะเดินหน้าศึกษาเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยบนทำเลศักยภาพทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยการมองหาซื้อที่ดินใหม่ จำนวน 4 แปลงๆละประมาณ 3-5 ไร่ รวมประมาณ 500 กว่าล้านบาท เพื่อนำมาพัฒนาโครงการจะมีมูลค่ารวมประมาณ 2,395 ล้านบาท มีชุมชนหนาแน่น เพื่อนำมาพัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียมในอนาคต มุ่งเน้นเซกเมนต์ที่บริษัทมีความชำนาญและได้รับผลตอบรับที่ดีมาตลอด ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียม โลว์ไรส์ สูง 8 ชั้น ภายใต้แบรนด์ “Chewathai Hallmark” ระดับราคา 2-4 ล้านบาท หรือราคา 60,000-90,000 บาท/ตารางเมตร ซึ่งในเดือนมีนาคม 2568 นี้ คาดว่าจะได้ที่ดินมาอย่างน้อย 2 แปลง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
นอกจากนี้บริษัทฯยังมีความสนใจที่จะเทกโอเวอร์คอนโดฯโลว์ไรส์ ทำเลชุมชนหนาแน่น ที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและผ่านการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และระดับราคาอยู่ที่ประมาณ 60,000-80,000 บาท/ตารางเมตร นอกจากนี้ยังเริ่มกลับไปประมูลบ้านเดี่ยวมือสอง ในหมู่บ้านจัดสรร สภาพดี ระดับราคา 3-5 ล้านบาท จากกรมบังคับคดี อีกครั้ง เนื่องจากเป็นสินค้าที่ขายได้ดีและสร้างผลกำไรได้ดีเช่นกัน โดยเฉพาะทำเลโซนตะวันออก และตะวันตกของกทม. เป็นต้น โดยปีนี้ตั้งเป้ารายได้จากบ้านมือสองไว้ที่ 50 ล้านบาท และปี 2569 ที่ 60 ล้านบาท
“เราวางแผนการซื้อที่ดินใหม่ 4 โครงการ มูลค่ารวม 2,395 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาเพื่อเข้าซื้อคอนโดฯระหว่างก่อสร้างเพื่อการรับรู้รายได้ที่เร็วขึ้นอีก 1-2 โครงการในปีนี้ เพื่อให้ได้เป้าหมายที่ต้องการการรับรู้รายได้ปี 2568 จำนวน 2,000 ล้านบาท และบริษัทยังขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) โดยเน้นลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพและเชื่อมโยงกับธุรกิจเดิมของบริษัท ได้แก่ ธุรกิจบ้านมือสอง ภายใต้แบรนด์ Chewa Renue และธุรกิจนิติบุคคล พร้อมศึกษาธุรกิจอื่นๆ ที่จะส่งเสริมและสร้างรายได้ให้บริษัทอย่างต่อเนื่อง”นายบุญ กล่าว
สำหรับที่ดินที่บริเวณหาดกมลา จ.ภูเก็ต บนพื้นที่ 37 ไร่ ที่ชีวาทัยฯร่วมทุนกับอีก 3 พันธมิตร คือ บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด ,บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัท กมลา ซีเนียร์ ลิฟวิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน เพื่อพัฒนาโครงการไลฟ์สไตล์ซีเนียร์ลิฟวิ่ง (Lifestyle Senior Living Village) ระดับพรีเมียม มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท(ข้อมูล ณ ปี 2560) นั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูล เพราะหลังวิกฤติโควิด-19 ธุรกิจซีเนียร์ลิฟวิ่ง มีการเปลี่ยนไป และมองว่ายังไม่มีผู้ประกอบการรายใดดำเนินการกแล้วประสบความสำเร็จ 100% ดังนั้นอาจจะมีการปรับรูปแบบการพัฒนาใหม่ หรืออาจจะขายที่ดินให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้
ด้านกลยุทธที่จะนำมาใช้ในปีนี้ มีการต่อยอดนโยบายด้านการขายที่ได้รับผลตอบรับที่ดี คือโปรโมชั่น "อยากซื้อต้องได้ซื้อ" ที่มาในรูปแบบของการให้บริการ financial consultant เข้าดูแลลูกค้าที่มีปัญหาด้านการจัดการเอกสารการกู้สินเชื่อ การบริหารภาระหนี้ หรือปัญหาด้านวินัยทางการเงิน จนไม่สามารถกู้ได้ ชีวาทัยจะเข้าไปดูแลให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าในระยะยาวต่อเนื่องจนสามารถกู้ผ่านและโอนได้ ทำให้มี backlog ส่วนหนึ่งที่อยู่กับเรานานมาก บางรายมากกว่า 6 เดือน และค่อยๆปรับปรุงวินัยทางการเงินจนสามารถกู้ได้สำเร็จ นอกจากนี้กลยุทธ์เพื่อส่งเสริมด้านการแข่งขัน จะมีการจัดโปรโมชันใหญ่ของชีวาทัย "MEGA SALES" เพื่อคืนกำไรแก่ลูกค้าตลอดปี คาดว่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
“บริษัทมีแผนลดภาระหนี้หุ้นกู้รวม 470 ล้านบาท โดยปีนี้สามารถลดภาระหนี้ลงได้แล้ว 250 ล้านบาท จากการชำระคืนหุ้นกู้ ภายในปี 2568 ยังตั้งเป้าจะเร่งลดหนี้ลงอย่างต่อเนื่องอีก 220 ล้านบาท การลดภาระหนี้ลงตามแผนจะทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนทางการเงินของบริษัท และยังทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง มีสภาพคล่องทางการเงินสูงขึ้น ที่สำคัญยังจะมีผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทลดลงด้วย
ด้านผลการดำเนินงานของปี 2567 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,927.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันในปีก่อนจำนวน 28.79 ล้านบาท คิดเป็น 1.52% โดยเป็นรายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมจำนวน 1,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 12.30% ส่วนรายได้จากโครงการแนวราบจำนวน 549 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 12.30% นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากโครงการบ้านมือสองจำนวน 53 ล้านบาท และมีรายได้อื่น ๆ จำนวน 112.68 ล้านบาท คิดเป็น 5.8% ของรายได้รวม ยอดขายหลัก ๆ ที่เติบโตมาจากโครงการคอนโดมิเนียมในช่วงราคา 2-4 ล้านบาท ได้แก่ โครงการชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค ลาดพร้าว-โชคชัย 4 เฟส 2, โครงการชีวาทัย ปิ่นเกล้า และโครงการชีวาทัย เกษตร-นวมินทร์ ส่วนโครงการแนวราบ ทั้งโครงการทาวน์โฮม/อาคารพาณิชย์ และโครงการบ้านเดี่ยวมีการเติบโตลดลง สืบเนื่องมาจากปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้า แม้ว่าทางบริษัทจะมียอดสะสมจากการทำสัญญาเพิ่มขึ้นก็ตาม ทำให้ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามเป้า ทำให้การดำเนินงานทั้งปี บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 356.37 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากการการตั้งสำรองค่าเผื่อผลขาดทุนจากการลดลงของมูลค่าโครงการ
ปัจจุบัน บริษัทฯ มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ( ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567) มูลค่ารวม 949 ล้านบาท นอกจากรายได้ด้านการขายอสังหาริมทรัพย์เดิมของชีวาทัยแล้ว ยังเร่งสร้างรายได้จากโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการหลักที่จะรับรู้รายได้ภายในปีนี้ ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียม "ชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค เอกมัย-รามอินทรา" มูลค่าโครงการ 1,014 ล้านบาท ภายใต้การร่วมทุนกับบริษัท นิปปอน สตีล โควะ เรียล เอสเตท จำกัด (NIPPON STEEL KOWA REAL ESTATE) หรือ NSKRE ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าในพื้นที่เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ ยังมีธุรกิจโรงงานสำเร็จรูปให้เช่า ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ระยอง ภายใต้การร่วมทุนกับบริษัท ยูเวิร์ค 999 และ Neo727 ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีความแข็งแกร่งและมีประสบการณ์ที่ได้รับการยอมรับ
“เป้าหมายรายได้ของชีวาทัย ในปี 2568 ตั้งไว้ที่ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมีรายได้ที่ 1,900 ล้านบาท โดยที่ในปี 2568 บริษัทยังคงดำเนินกลยุทธ์ในการกระตุ้นการขายผ่านแคมเปญ โปรโมชันต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้เข้ามา ประกอบกับจะมีการรับรู้รายได้จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) เข้ามาอีก 949 ล้านบาท ในปีนี้ ซึ่งสนับสนุนรายได้ของบริษัท และยังมีรายได้จากธุรกิจอื่นๆในเครือเข้ามา และเริ่มมีรายได้จากการให้เช่าเข้ามาในปี 2568 ประมาณ 20 ล้านบาท รายได้จากการขายบ้านมือสอง 50 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจนิติบุคคลที่ 50 ล้านบาท ด้านยอดขายในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 2,500 ล้านบาท” นายบุญ กล่าว
สำหรับในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีการจัดเก็บข้อมูลและสอบถามความคิดเห็นจากลูกค้า เพื่อตอบสนองเป็นโปรโมชั่นและบริการที่ทำให้ลูกค้าทุกคนประทับใจ มั่นใจในคุณภาพของสินค้า และการดูแลทั้งก่อนและหลังการขาย แม้ว่าจะมีผลกระทบจากกระแสของตลาดที่มีการให้โปรโมชั่นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
“บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นนโยบายการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีความคุ้มค่า รวมถึงการนำหลักการด้านความยั่งยืน (ESG) มาใช้ในองค์กร นอกจากนี้ ยังมีการใช้ CHEWA AI โดยมีทีมงานที่มุ่งเน้นการเรียนรู้และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ 'Enhancing Sustainability through Artificial Intelligence' หรือ 'เสริมสร้างความยั่งยืนผ่านปัญญาประดิษฐ์' ซึ่งมีการใช้งานไปแล้วมากมายและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เช่น การใช้ CHEWA AI เป็นผู้ให้ข้อมูลแก่นักลงทุนในกิจกรรม Chewa Opportunity เป็นรายแรกของประเทศไทย เพื่อพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการเติบโตขององค์กรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายบุญ กล่าวในที่สุด