InnovestX มองการฟื้น SET ยังถูกจำกัด แม้มีปัจจัยบวกจากตลาดหลักทรัพย์ออกมาตรการสร้างความเชื่อมั่น ชี้เฟดยังส่งสัญญาณไม่รีบลดดอกเบี้ย มองแนวต้าน1,272/1,280 จุด
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้(20ก.พ.) การปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเสถียรภาพให้กับตลาด มองเป็นแค่ Sentiment บวกระยะสั้น ขณะที่รายงานประชุมเฟดยังส่งสัญญาณไม่รีบลดดอกเบี้ย ทำให้มองการฟื้นตัวของดัชนียังถูกจำกัดที่แนวต้าน 1,272 และ 1,280 จุด ด้านแนวรับอยู่ที่ 1,245-1,250 จุด หากต่ำกว่าเป็นลบต่อ
ประเด็นสำคัญ
• ตลท. ปรับมาตรการกำกับซื้อขาย เพิ่มสภาพคล่อง-ดันวอลุ่ม: ปรับ Uptick เฉพาะรายหุ้น, จำกัดขายชอร์ตและโปรแกรมเทรดความเร็วสูงซื้อขายในกลุ่ม SET100 เท่านั้น และยกเลิกกำหนดระยะเวลาคงคำสั่งซื้อขาย คาดประกาศใช้ใน 2Q68 และคงมาตรการถึงปี 2569
• ปธน. สหรัฐฯ เผยเตรียมจะขึ้นภาษีนำเข้าต่อยานยนต์, เซมิฯ และเวชภัณฑ์ ในอัตรา 25% ในวันที่ 2 เม.ย. นี้ โดยยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับประเทศเป้าหมายหรือชนิดสินค้าอย่างเฉพาะเจาะจง และแนะนำให้ย้ายฐานการผลิตสู่สหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงภาษีดังกล่าว
• รายงานการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 28-29 ม.ค. ส่งสัญญาณว่าเฟดพร้อมจะคงดอกเบี้ยต่อท่ามกลางความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ ขณะที่มีบางส่วนอยากเห็นเงินเฟ้อลดลงใกล้ระดับเป้าหมายที่ 2% ก่อนที่จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยต่อ
• ปลัดคลังเผยกำลังเร่งพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหวังดัน GDP เติบโต 3.0-3.5% ส่วนข้อสรุป ThaiESG กองที่ 2 เพื่อรับเงินจาก LTF คาดจะได้ข้อสรุปใน 1Q68 คาดจะช่วยลดเงินไหลออกจากตลาดหุ้น
• ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ม.ค. 2568 อยู่ที่ 91.6 เพิ่มขึ้นจาก 90.1 ใน ธ.ค. 2567 เป็นผลจากการส่งออกขยายตัวจากอุปสงค์ประเทศคู่ค้าที่เพิ่มขึ้น, การเร่งนำเข้าเพื่อสต๊อกสินค้า และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ จากรัฐบาล
• สมาคมประกันชีวิตไทยประเมินธุรกิจประกันชีวิตปี 2568 จะเติบโต 2-3% หนุนจากความตระหนักต่อเงินเฟ้อทางการแพทย์เฉลี่ย 8-10%, การขยายช่วงรับประกันสุขภาพถึง 80 ปี และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสฟื้นตัวแต่ Upside จำกัด มีแนวต้านที่บริเวณ 1,320 จุด ปัจจัยต่างประเทศมีประเด็นติดตามอย่างรายงานการะประชุมของ FOMC ซึ่งคาดจะเป็นลบต่อบรรยากาศลงทุน หลังประธานเฟดส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป และดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการของสหรัฐฯ ที่คาดจะออกมาไม่ดีนัก หลังจาก ปธน. สหรัฐฯ ยังมีท่าทีดำเนินสงครามการค้าต่อทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในหลายส่วน ส่วนปัจจัยในประเทศมีประเด็นติดตามอย่างการประกาศงบ 4Q67 ของบจ. Real Sector ในช่วงสองสัปดาห์สุดท้าย ส่วน GDP 4Q67 ของไทยที่คาดฟื้นตัวต่อเนื่องและเติบโตได้จากฐานต่ำปีก่อน และ 1Q68 คาดจะเติบโตจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ยังเร็วเกินไปที่จะมีการปรับ GDP ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy”
Daily top picks
KTB: มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจากล่าสุดประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 1.545 บาท (XD 17 เม.ย.) คิดเป็น Div. Yield สูงถึง 6.4% และเราปรับประมาณการอัตราจ่ายเงินปันผลปี 2568-70 เพิ่มจาก 35% เป็น 50% ทำให้ ROE เพิ่มขึ้น 20-28 bps เป็น 10% หลังบริษัทปรับเพิ่มอัตราจ่ายเงินปันผลปี 2567 เป็น 49% ซึ่งสูงกว่าคาด
BLA: มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจาก 1) กำไรสุทธิ 4Q67 ออกมาดีกว่าคาดอย่างมากซึ่งเป็นผลมาจากกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น 2) ปี 2568 คาดกำไรจะเติบโตดีที่ 18%YoY จาก Combined Ratio ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และ 3) Valuation ที่น่าสนใจ หลังราคาหุ้นลดลงแล้ว 22% ตั้งแต่ พ.ย. 2567 ทั้งนี้วันนี้แนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรไม่เกินราคาหุ้นละ 20.40 บาท