"อินโนเวสท์ เอกซ์" มองตลาดหุ้นไทยวันนี้ มีโอกาสฟื้นตัวต่อจากเมื่อวาน หลังปัจจัยกดดันเริ่มผ่อนคลาย มองแนวต้านที่ 1,215/1,225 จุด
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้(6มี.ค.) คาด SET ฟื้นตัวขึ้นได้ต่อ ปัจจัยกดดันจากการขึ้นภาษีของ ปธน.ทรัมป์ผ่อนคลายลง ประกอบกับความคาดหวัง Fed ลด ดอกเบี้ยมีมากขึ้น รวมทั้งเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า-บาทแข็ง คาดจะทำให้ Fund Flow ไหลกลับเข้าช่วยหนุนตลาด ประเมินแนวรับที่ 1,200 - 1,190 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,215 - 1,225 จุด
ประเด็นสำคัญ
• จีนเผยแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 สู่เป้าหมาย 5% ผ่านการเพิ่มการขาดดุลงบฯ เป็น 4% ของ GDP สูงที่สุดในรอบ 4 ปี และ การเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ ผ่านการออกพันธบัตรพิเศษ 1.3 ล้านล้านหยวน และการอนุญาตให้รัฐบาลท้องถิ่นออกพันธบัตรใหม่อีก 4.4 ล้านล้านหยวน
• ปธน.ทรัมป์ตกลงที่จะเลื่อนการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาและเม็กซิโกออกไปอีก 1 เดือน ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) เพื่อแลกกับการขยายการผลิตในสหรัฐฯ
• ปธน. ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสถึงการเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าและภาษีตอบโต้, การยุติ Chip Acts โดยมองการเก็บภาษีนำเข้าและนโยบาย American First จะดึงดูดการลงทุนสู่สหรัฐฯ การเจรจาสันติภาพกับยูเครนอีกครั้งและได้รับสัญญาณที่ดีจากรัสเซีย
• ADP เผยการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ ก.พ. เพิ่มขึ้น 7.7 หมื่นตำแหน่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดและต่ำที่สุดนับตั้งแต่ ก.ค. 2567 ส่วน PMI ภาคบริการ โดย ISM เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนสู่ 53.5 สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้
• EIA เผยสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในสัปดาห์ก่อนเพิ่มขึ้น 3.6 ล้านบาร์เรล สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ เป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติมต่อราคาน้ำมันดิบที่ปรับลง 4 วันติดต่อกันจากความกังวลสงครามการค้าอาจกระทบความต้องการน้ำมัน และ OPEC+ ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตตามแผน
• รมช. คลังเตรียมเสนอครม. พิจารณาปรับปรุงโครงสร้างภาษี PHEV โดยเก็บแบบขั้นบันได คาดหวังให้บังคับใช้ทันในปี 2569
• กกร. ประเมินเศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงสูงจากสงครามการค้า ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังเปราะบาง การรับมือการเปลี่ยนแปลงการค้าโลก, เร่งเบิกจ่ายงบฯ, ลดต้นทุน และยกระดับการผลิตมีความจำเป็น
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET ฟื้นตัวจำกัด จากความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในระดับต่ำและฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบในเชิง Valuation จะพบว่า ระดับ PER ของ SET ที่ 12-13 เท่า อาจจะดูเหมือนสูงกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค แต่มองว่าสัดส่วนภาคบริการของไทยมีมากกว่าเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง แม้จะมีสัญญาณชะลอตัวลงแต่จะได้รับแรงหนุนจากการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดเช่นเดียวกับธนาคารกลาง ECB ที่ตลาดคาดจะมีมติปรับลดดอกเบี้ย 25bps สู่ 2.50% ส่วนเศรษฐกิจจีนยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการของรัฐ ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy”
Daily top picks
AAV: มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากเงินบาทที่แข็งค่าและต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่ลดลงซึ่งจะช่วยมาร์จิ้นกว้างขึ้น อีกทั้งค่าโดยสารเฉลี่ยที่แข็งแกร่งจากตลาดต่างประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ปี 2568 คาดกำไรปกติจะกลับมาเติบโตในระดับปกติที่ 9%YoY หลังจากฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งไปแล้วในปี 2567
BBL: มองราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวตามภาวะตลาดที่ดีขึ้น และยังเป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร เนื่องจากมีงบดุลแข็งแกร่งที่สุด สินเชื่อเติบโตมากที่สุด ความเสี่ยงเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุด และ Valuation ถูกที่สุดในกลุ่ม ขณะเดียวกันยังจัดเป็นหุ้นปันผลคุณภาพดี โดยจะมีการจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 6.50 บาท (XD 23 เม.ย.) คิดเป็น Div. Yield 4.4%