news-details
Business

คาด SET ผันผวน แนวรับ 1,180 /1,170 จุด

InnovestX คาดตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวน และมีโอกาสปรับตัวลงต่อ เพราะบรรยากาศเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน มองแนวรับ 1,180 - 1,170 จุด 

 

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (7 มี.ค.)คาด SET ผันผวนและมีโอกาสปรับลง จากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของ ปธน. ทรัมป์ ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มมีความตึงเครียดขึ้น อีกทั้งปัจจัยการเมืองในประเทศที่ร้อนแรงขึ้น ทำให้ภาพรวมของ SET ยังเปิด Downside Risk อยู่ ประเมินแนวรับที่ 1,180 - 1,170 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,200 - 1,210 จุด

 

 

ประเด็นสำคัญ

 

• ECB มีมติปรับดอกเบี้ยขึ้น 25bps เป็นครั้งที่ 6 นับตั้งแต่ มิ.ย. 2567 ทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้เป็น 2.50% และ 2.90% ตามลำดับ และส่งสัญญาณคงยึดมั่นการผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อ

 

 

 

• Bloomberg รายงานว่าปธน. ทรัมป์ เตรียมหารือกับเหล่าผู้นำจากบริษัทเทคฯ รายใหญ่ในวันที่ 10 มี.ค. เช่น HP, Intel, IBM, Qualcomm เป็นต้น คาดว่าจะหารือเกี่ยวกับมาตรการภาษีที่เข้มงวดขึ้นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาฮาร์ดแวร์และห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก

 

 

 

• รมว. พาณิชย์สหรัฐฯ เผยสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันสูงสุดต่ออิหร่านด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตร เพื่อทำให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านทรุดตัวลงและสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินของอิหร่านด้วย

 

 

 

• สหรัฐฯ เผยขาดดุลการค้า ม.ค. พุ่งขึ้น 34% สู่ 1.314 แสนล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าตลาดคาด จากบริษัทสหรัฐฯ เร่งนำเข้าก่อนตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้า

 

 

 

• บสย. เผยก่อนเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จะเปิดให้บริการใหม่ค้ำประกันสินเชื่อกระบะแก่ผู้ประกอบการ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และยอดผลิตรถยนต์

 

 

 

• ม. หอการค้าไทยเผยกรณีสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าจากแคนาดา เม็กซิโกและจีน คาดจะกระทบทางอ้อมต่อไทย 2.0-2.5 หมื่นลบ. หรือ 0.1-0.5% ของ GDP ส่วนการเก็บภาษีรถยนต์จะกระทบไทย 6.0-6.5 หมื่นลบ. หรือ 0.35-0.40% ของ GDP ส่งผลให้ GDP ปีนี้โตเพียง 2.6-2.8%

 

 

 

• ม. หอการค้าไทยขอตั้งทีมพิเศษร่วมภาครัฐ-เอกชน รับมือทรัมป์ 2.0 หนุนนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารสหรัฐฯ ลดแรงกดดันทางการค้า ประเมิน ไทยจะเสียหาย 1-1.5 แสนลบ. กระทบ 0.5-0.7%ของ GDP

 

 

 

กลยุทธ์การลงทุน

 

ช่วงสั้นมอง SET ฟื้นตัวจำกัด จากความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในระดับต่ำและฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบในเชิง Valuation จะพบว่า ระดับ PER ของ SET ที่ 12-13 เท่า อาจจะดูเหมือนสูงกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค แต่มองว่าสัดส่วนภาคบริการของไทยมีมากกว่าเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง แม้จะมีสัญญาณชะลอตัวลงแต่จะได้รับแรงหนุนจากการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดเช่นเดียวกับธนาคารกลาง ECB ที่ตลาดคาดจะมีมติปรับลดดอกเบี้ย 25bps สู่ 2.50% ส่วนเศรษฐกิจจีนยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการของรัฐ ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy”

 

 

 

Daily top picks

 

‎BCH: มองเป็นหุ้น Defensive คาดกำไรปกติปี 2568 จะเติบโตดีสุดในกลุ่มการแพทย์ที่ 15% หนุนจาก 1) การขยาย/ปรับปรุง รพ. 2) การอัพเกรด รพ. การุญเวช ปทุมธานี เป็น รพ. เกษมราษฎร์ ปทุมธานี 3) การเพิ่มบริการใหม่ๆ และ 4) การดำเนินงานที่เติบโตมากขึ้นที่ รพ. ใหม่ 3 แห่ง Valuation ไม่แพง ซื้อขายที่ PER 2568F ระดับ 22.5 เท่า หรือที่ระดับ -2SD 

 

 

 

GPSC: มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากการปรับตัวลงของราคาก๊าซฯ ปี 2568 คาดกำไรปกติจะเติบโต 3.9% มีปัจจัยหนุน ได้แก่ การเพิ่มกำลังการผลิต, การได้รับการคัดเลือกโครงการพลังงานทดแทนระยะที่ 2 รอบแรก, ไม่มีผลกระทบจากการบังคับใช้ภาษีขั้นต่ำสากล

 

 

You can share this post!