แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป เผยภาพรวมตลาดอสังหาฯทุกเซกเมนต์ ปี 68 ยังเผชิญความท้าทาย แย้มแผนลงทุน เตรียมพร้อมผนึกพันธมิตรอสังหาฯภูเก็ต รุกรร.-วิลล่า ลักชัวรี ย่านถลาง คาดเริ่มพัฒนาได้ปีหน้า ส่วนปี 68 รุกเปิด 2 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาทตามแผน ตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 2,200 ล้านบาท ประกาศเจตนารมณ์ มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 ปักธงเลือกใช้ วัสดุรักษ์โลก 80% ภายในปี 2030 เดินหน้าผลักดันแนวทาง ESG ผ่านความร่วมมือกับ 4 พันธมิตรทางธุรกิจ ชูนโยบาย “A Better Planet for Sustainable Living” ตอกย้ำความมุ่งมั่นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี ควบคู่การสร้างสมดุลแห่งความยั่งยืนเพื่อสังคมและโลก หนุนก้าวขึ้น SET ESG Ratings หรือ FTSE Russell ภายในปี 69-70
นายศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 เปิดเผย ถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 1/2568 ว่า ผู้ประกอบการในทุกเซกเมนต์ยังต้องเผชิญความท้าทายอีกมาก โดยเฉพาะการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ทำให้กลุ่มที่มีกำลังซื้อยังเก็บเงินออมไว้ก่อน เพราะบรรยากาศยังไม่น่าลงทุน
สำหรับแผนการลงทุนของบริษัทฯ มีความสนใจที่จะเข้าไปพัฒนาโครงการระดับลักชัวรีขึ้นไป ในจังหวัดภูเก็ต แม้ว่าการแข่งขันจะสูง มีผู้ประกอบการเข้าไปพัฒนากันมาก แต่จะดุเดือดในบางทำเล สำหรับโซนที่บริษัทให้ความสนใจนั้น จะอยู่แถวอำเภอถลาง ซึ่งจะเป็นในรูปแบบของการร่วมทุนกับแลนลอร์ดและผู้ประกอบการรายใหญ่ในท้องถิ่น เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจาหลายรายด้วยกัน หากพัฒนาก็สนใจรูปแบบของโรงแรม และ ลักชัวรีวิลล่า ขนาดที่ดินที่พัฒนาจะอยู่ที่ประมาณ 10-50 ไร่ ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 1-3 ล้านเหรียญสหรัฐ งบในการลงทุนประมาณ 800-2,000 ล้านบาท โดย A5 จะนำบริษัทในเครือที่ A5 ถือหุ้นอยู่ 100% เข้าไปถือหุ้น โดยทางกลุ่ม A5 จะต้องถือหุ้นมากกว่า 50% คาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ในครึ่งปีหลัง 2568 และจะสามารถลงทุนพัฒนาได้ในปี 2569
“ตลาดภูเก็ตแม้ว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าไปพัฒนาโครงการกันเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมีข้อดีคือ แม้มีแค่บ้านหรือห้องตัวอย่าง ก็ยังสามารถปิดการขายโครงการได้ โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ โดยเขาจะมองในเรื่องของเอเจนท์เป็นหลัก เพราะชาวต่างชาติที่ซื้อที่อยู่อาศัย จะมีความเชื่อถือเอเจนท์ อีกประการคือสินค้าต้องตอบโจทย์ เพราะสถานการณ์ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงตลอด หากจะพัฒนาแต่ละโครงการต้องศึกษาดีมานด์ในแต่ละทำเลให้ดี” นายศุภโชค กล่าว
นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสนใจที่จะลงทุนพัฒนาโครงการที่สร้างรายได้ระยะยาวได้เร็วและต่อเนื่อง รวมไปถึงโครงการที่เน้นการสร้างความยั่งยืน โดยธุรกิจที่น่าสนใจในขณะนี้ เช่น แวร์เฮาส์ ,อินดัสเทรีล พาร์ค,โรงแรม และคอมมูนิตี้ มอลล์ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จะต้องสร้างรายได้เป็นตัวเลขหลักสิบขึ้นไป
ด้านแผนการดำเนินงานในปีนี้ จะเป็นการเปิดตัวใหม่ 2 โครงการ รวมมูลค่า 3,000 ล้านบาท ตามเป้า คือ “แซงค์ รอยัล ดิ เอททีน บางนา กม.7” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 14 ไร่ แบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 เฟส ในรูปแบบของบ้านเดี่ยวลักชัวรี สูง 3 ชั้น พร้อมลิฟต์โดยสาร ขนาดที่ดินตั้งแต่ 120.5-276.4 ตารางวา ราคาเริ่มต้นที่ 75-220 ล้านบาท จำนวน 18 ยูนิต รวมมูลค่าโครงการ 1,650 ล้านบาท โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 มีนาคม 2568 นี้ ขณะนี้มียอดขายในเฟส 1และ เฟส 2 แล้ว 3 ยูนิต คาดว่าทั้งโครงการจะสามารถปิดการขายได้ประมาณกลางปี 2569
ส่วนอีก 1 โครงการ จะอยู่ในโซนตะวันออกเช่นกัน ซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่ เป็นบ้านพร้อมอยู่ ระดับราคาจะอยู่ระหว่างแบรนด์ “VANA”และ "CINQ ROYAL" คือประมาณ 50-80 ล้านบาท จำนวนไม่เกิน 20 ยูนิต คาดว่าจะเปิดตัวประมาณไตรมาส 3/2568 แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
โดยในปี 2568 นี้ บริษัทฯยังได้เตรียมงบซื้อที่ดินไว้อีกประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการในปี 2569 อีก 4 โครงการ มูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาทตามโรดแมปที่วางไว้ ระยะเวลา 2 ปี (2568-2569) พัฒนาบ้านหรู 5 โครงการ รวมมูลค่า 8,200 ล้านบาท และในปี 2568 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 2,200 ล้านบาท โต 15% จากปี 2567 ที่ทำรายได้ที่ 1,800 ล้านบาท
นายศุภโชค กล่าวต่อไปว่า ในระยะเวลา 5 ปี นับจากนี้ บริษัทฯจะเน้นในเรื่อง SUSTAINABLE LIVING อย่างต่อเนื่อง เพราะตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการสร้างความมั่นคงในระยะยาว ตามนโยบาย "A Better Planet for Sustainable Living" เพื่อประกาศเจตนารมณ์มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) พร้อมวางเป้าหมายเลือกใช้วัสดุเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Materials) 80% ภายในปี 2030 (พ.ศ.2573) โดยผสานแนวคิด ESG (Environmental, Social, Governance) เข้ากับทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ มุ่งมั่นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่สร้างสมดุลระหว่างความหรูหราและความยั่งยืน มุ่งเน้นการออกแบบที่เหนือระดับ เลือกใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ความสำคัญกับ Well-Being & Wellness ผ่านทำเลพิเศษ ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจด้านความยั่งยืน ภายใต้หลักการ 'Greatness Inspired by LOVE' เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงการอสังหาริมทรัพย์ส่งต่อคุณค่าให้กับสังคม สิ่งแวดล้อมและโลก
ล่าสุด A5 ได้ร่วมมือกับ 4 พันธมิตรทางธุรกิจ คือ บริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ,บริษัท เอสซีจี ลีฟวิง แอนด์ เฮาส์ซิง โซลูชัน ในเครือ เอสซีจี และธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) เพื่อยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเลือกใช้สีทาอาคารนวัตกรรมคุณภาพสูงสุด เกรดอัลตร้าพรีเมียม ที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและสะท้อนความร้อนพร้อมสร้างสุขภาพดีที่แก้ผู้อยู่อาศัย การติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อผลิตพลังงานสะอาดสำหรับบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง การติดตั้งระบบเติมอากาศบริสุทธิ์ SCG ACTIVE AIR QUALITY ยกระดับคุณภาพอากาศภายในบ้าน พร้อมทั้งยังได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ Transition Loan เพื่อใช้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จากธนาคารกรุงไทยอีกด้วย
“จากความร่วมมืออันแข็งแกร่งร่วมกับพันธมิตรดังกล่าว จะช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นของ A5 ในการสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยที่เหนือระดับและยั่งยืนอย่างแท้จริง สำหรับโครงการในอนาคตของ A5 ทุกโครงการ จะได้รับการออกแบบและเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน พร้อมทั้งนำนวัตกรรมล้ำสมัยผสานเข้ากับแนวคิดรักษ์โลกอย่างลงตัว อีกทั้ง ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ A5 Run With Love และโครงการ A5 สร้างห้องเพื่อน้อง โดยบริษัทตั้งเป้าหมายได้รับการประเมินตามหลักเกณฑ์ SET ESG Ratings หรือ FTSE Russell ภายในปี 2569-2570” นายศุภโชค กล่าว
นายวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นิปปอนเพนต์ มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการยึดลูกค้าและผู้ใช้งานทุกคนเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centricity) พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ ซึ่งสอดคล้องแนวทางการดำเนินงานของ A5 โดยการเลือกใช้สีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เช่น สีนวัตกรรมทาภายนอก "นิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์" สะท้อนความร้อนสูงสุด 99.5% และสีนวัตกรรมทาภายใน "นิปปอนเพนต์ แอร์แคร์" สีเพื่อสุขภาพรายแรกที่ได้ GREENGUARD GOLD Certification ช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์พร้อมกำจัดฟอร์มัลดีไฮด์และเชื้อโรคบนผนัง ซึ่งทั้งสองชนิดเป็นสีเกรดอัลตร้าพรีเมียม ทนทานกว่า 15 ปี ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 25,000 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 2,600 ต้น ซึ่งลูกบ้านของ A5 จะได้คุณภาพสีที่ปลอดภัยที่สุดในโลกแบบนี้ทุกหลังแน่นอน
นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ GUNKUL ได้เป็นพันธมิตรด้านพลังงานสะอาดและมีส่วนร่วมในการส่งมอบบริการโซลาร์รูฟท็อปแบบครบวงจรโดยออกแบบและติดตั้งให้กับโครงการใหม่ของทาง A5 ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ของบริษัทฯ ในการเป็นพาร์ตเนอร์ด้านพลังงานสีเขียวที่สามารถสร้างความยั่งยืนที่คุ้มค่าให้กับผู้อยู่อาศัย โดยพลังงานสะอาดที่ผลิตได้ของทั้งโครงการใน 1 ปีเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 2,510 ต้น หรือลดคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าราวๆ 54,000 กิโลกรัมคาร์บอน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการประมาณปลายปี 2569 ทาง GUNKUL มีความยินดีที่ได้ขยายอีโคซิสเต็มด้านพลังงานสีเขียวที่ลูกบ้านมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
นายเกริก ยิ้มพรพิพัฒน์ผล Smart Home Director บริษัท เอสซีจี ลีฟวิง แอนด์ เฮาส์ซิง โซลูชัน กล่าวว่า SCG และ A5 มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาโครงการยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต เพื่อเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยด้วยอากาศสะอาด และระบบที่ทำให้บ้านน่าอยู่มากขึ้น ผ่าน SCG ACTIVE AIR QUALITY ภายใต้แบรนด์ ONNEX by SCG Smart Living ที่ช่วยบล็อกและกรองฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ต้นทาง มาใช้ในโครงการ CINQ ROYAL The Eighteen Bangna KM.7 (แซงค์ รอยัล ดิ เอททีน บางนา กม.7) รวมถึงโครงการอื่นในอนาคต เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพอากาศภายในบ้าน ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี
นายสุรธันว์ คงทน ประธานผู้บริหาร Wholesale Banking ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยพร้อมสนับสนุนธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาธิบาล (ESG) ขับเคลื่อนองค์กรและประเทศสู่ Net Zero Emission โดยสนับสนุนทางการเงินแก่ A5 ผ่านสินเชื่อ Transition Loan ที่ออกแบบเพื่อช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจดั้งเดิม (Brown) ไปสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Less Brown) และธุรกิจสีเขียว (Green) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งธนาคารได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของ A5 ในการนำแนวคิดเรื่อง ESG มาใช้ในการดำเนินงาน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำแบบครบวงจร สอดคล้องกับการดำเนินงานของธนาคาร ในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น ตามวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน”