news-details
Business

TFM รุกขยายน่านน้ำตลาดปท.-ตั้งเป้า 5-6ปี รายได้กลุ่มอาหารกุ้งทะยาน 10% พร้อมปักธงเป้าหมายปี 2573 รายได้แตะ 10,000 ล้านบาท

ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ โชว์วิชั่นผู้นำอาหารสัตว์น้ำ เดินหน้ากลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำรับดีมานด์ตลาดโลก เล็งขยายน่านน้ำใหม่ผนึกพันธมิตรต่างชาติลุยธุรกิจฯต่อเนื่อง ตั้งเป้าภายใน 5-6 ปี รายได้กลุ่มอาหารกุ้งตลาดต่างประเทศทะยานขึ้น 10% เล็งเจรจากลุ่มประเทศแอฟริกา-ตะวันออกกลางเสริมแกร่ง ปักธงเป้าหมายปี 2573 รายได้แตะ 10,000 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยต่อปี CAGR 11% ผ่านการเติบโตในทุก Segment ชู 4 กลยุทธ์สำคัญขับเคลื่อนผลการดำเนินงาน เดินหน้าขยายตลาดสู่ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำระดับเอเชีย ดันยอดขายปีนี้เติบโต 8-10% รักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 18-20%

 

นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำและอาหารสัตว์เศรษฐกิจของไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศ แม้ปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน แต่ยังคงมีโอกาสสำหรับเกษตรกรไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะยาว จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่เกษตรกร ห้องเย็น ภาคเอกชน ไปจนถึงภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐได้ให้การสนับสนุนธุรกิจอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ที่ผ่านมาธุรกิจอาหารสัตว์ถือว่าสวนกระแสเศรษฐกิจ อีกทั้งการมีข้อมูลที่ชัดเจนจะช่วยให้การผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการมองแค่ระยะสั้น มาเป็นการมองในภาพรวมทั้งระบบ เพื่อวางแผนในระยะยาวและสร้างเสถียรภาพของอุตสาหกรรม ด้วยเป้าหมายเพิ่มผลผลิตกุ้งไปสู่ระดับ 400,000 ตันต่อปี ตามนโยบายของรัฐบาลที่มอบผ่านกรมประมง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานฟาร์มให้เป็นไปตามมาตรฐานอาหารสัตว์ระดับโลกจากองค์กร Aquaculture Stewardship Council หรือ ASC พร้อมทั้งเน้นเรื่องความยั่งยืน เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันและรองรับความต้องการในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม จุดมุ่งหมายสำคัญของ TFM นอกจากจะมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักที่เติบโตดีในประเทศแล้ว แต่ยังมุ่งเน้นการขยายธุรกิจสู่น่านน้ำใหม่ในตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตแบบยั่งยืน อาทิ การทำงานร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง บริษัท อะแวนติฟีดส์ จำกัด (Avanti Feeds) ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำตลาดอาหารกุ้ง ครองส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ รวมไปถึงบริษัท พีที ไทยยูเนี่ยน คาริสม่า เลสทารี จำกัด หรือ TUKL ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ในอินโดนีเซีย ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และตั้งเป้าติดอันดับ Top 5 ภายในปี 2569 ขณะเดียวกัน บริษัทฯ พร้อมขยายการส่งออกไปเวียดนามผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งในและนอกกลุ่ม ด้วยจุดแข็งของ TFM คือ การให้บริการลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขายด้วยมาตรฐานระดับสากล จึงมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ

โดยแผนในระยะเวลา 5-6 ปีนับจากนี้ ตั้งเป้าที่จะขยายฐานตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้กลุ่มอาหารกุ้งจากต่างประเทศเป็น 10% ภายในปี ค.ศ.2530(พ.ศ.2573) หรืออาจจะเร็วกว่านั้น จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2-3% เนื่องจากมองว่าคู่แข่งยังมีน้อย โดยแต่ละประเทศที่ไปจะเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรในท้องถิ่น ซึ่งจะเลือกพันธมิตรที่ดี มีความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน ธุรกิจ จากนั้นจึงค่อยมาศึกษาจุดด้อยของพันธมิตรว่ายังขาดสิ่งใด จึงจะเสริมเข้าไป ซึ่งจะง่ายต่อการดำเนินธุรกิจ โดยจะเน้นโมเดลที่มีความเป็น Unique อาทิ ศรีลังกา และ เวียดนาม เป็นต้น และในปีนี้ได้ขยายฐานต่อไปยังประเทศเวียดนาม,มาเลเซีย,สิงคโปร์,บรูไน และสหรัฐอเมริกา(มลรัฐฮาวาย) นอกจากนี้ยังสนใจที่จะเข้าไปเจรจาร่วมทุนกับพันธมิตรในประเทศแถบแอฟริกา-แอฟริกาใต้ และกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลาง ประมาณ 3-4 ประเทศ ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดยแต่ละประเทศที่เข้ามาร่วมทุนบริษัทฯจะต้องถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงกว่า ซึ่งแต่ละประเทศจะมีสัดส่วนที่แตกต่างกันไป

“ตลาดต่างประเทศ นับเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญของ TFM ในอนาคตและช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตรายได้ จากจุดเริ่มต้นด้วยการส่งออกสินค้าประเทศศรีลังกา และต่อยอดสู่ประเทศที่มีอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเติบโต ได้แก่ อินเดีย และอินโดนีเซีย โดยบริษัทฯ ได้ใช้จุดแข็งจากมาตรฐานการผลิตระดับสูงของไทยแข่งขันในเวทีโลกและการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งในแต่ละประเทศ ช่วยเสริมสร้างศักยภาพขยายตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละประเทศได้อย่างตรงจุด”นายพีระศักดิ์ กล่าว

 

นายพีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าขยายตลาดสู่ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำระดับเอเชีย ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ประกอบด้วย

1.Consistent Feed Quality รักษาคุณภาพอาหารสัตว์ที่สม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกค้าของบริษัทฯ ได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุดและสามารถแข่งขันในตลาดได้

2.Farmer Engagement สร้างการมีส่วนร่วมกับเกษตรกร โดยมุ่งเน้นเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเกษตรกรเพื่อให้สามารถพัฒนาระบบการผลิตร่วมกันและให้เกษตรกรสามารถเติบโตไปพร้อมกัน

3.Strategic Partnership ขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ได้  

4.Sustainability มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยไม่เพียงแต่สนับสนุนเกษตรกรในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมและการสร้างผลกระทบทางบวกต่อสังคม จากกลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนเป้าหมายรายได้แตะ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573 หรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยต่อปี CAGR 11% ผ่านการเติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Segment) โดยเฉพาะอาหารกุ้งและอาหารปลา ที่เป็นผู้นำตลาดอยู่แล้ว รวมถึงขยายสู่อาหารปลาน้ำจืดอื่น ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของเกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ

อย่างไรก็ตามในปี 2567 ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 5,365 ล้านบาท เติบโต 5.6% อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.7% และกำไรสุทธิโตขึ้นจากปีก่อน 5 เท่าตัวคิดเป็นกำไรที่ 535 ล้านบาท สำหรับภาพรวมธุรกิจในปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 8-10% และรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 18-20% จากการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ โดยเตรียมพร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพสูงและเตรียมขยายกำลังการผลิตในประเทศอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ยังมองหาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรในต่างประเทศเพื่อรุกตลาดใหม่ ๆ และขยายตลาดเดิม พร้อมสร้างฐานลูกค้าและโอกาสทางธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้นในตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ

ทั้งนี้ สำหรับตลาดในประเทศ TFM จะรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มอาหารกุ้ง อาหารปลากะพง และอาหารกบ โดยจะมุ่งขยายตลาดในพื้นที่ที่ยังมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ด้วยการรักษาคุณภาพสินค้าให้เป็นที่ยอมรับ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับเกษตรกร ผ่านบริการและองค์ความรู้เชิงวิชาการ ขณะเดียวกัน ได้เตรียมขยายสู่ตลาดอาหารปลาน้ำจืดที่มีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท ที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และตั้งเป้าก้าวเป็นผู้นำตลาดอาหารปลาน้ำจืดในอนาคต นอกจากนี้ ได้มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอาหารสัตว์น้ำในประเทศไทย ล่าสุด ได้เปิดตัว 3 แบรนด์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ "ขุนศึก" อาหารปลานิลที่โดดเด่นในเรื่องช่วยให้ปลาโตเร็วและมีรูปร่างตรงตามความต้องการของตลาด, "กบทอง" อาหารสำหรับกบขนาดใหญ่ ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรที่เลี้ยงกบเชิงพาณิชย์ และ "โปรฟีดปลากดคัง" อาหารปลากดคัง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคตะวันออกของประเทศไทย

นอกจากนี้ในปี 2568 บริษัทฯยังเตรียมงบประมาณ 300 ล้านบาท ในการซื้อเครื่องจักรที่ทันสมัยด้านเทคโนโลยี มาไว้ที่โรงงาน 2 แห่ง ในอ.เมือง จ.สมุทรสาคร และ อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนที่ถูกลงด้วย

 

เกี่ยวกับบมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์

บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด(มหาชน) หรือ TFM เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจแบบครบวงจรและผู้นำในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของไทย โดยเป็นหนึ่งในกลุ่มบมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลก ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี TFM มุ่งเน้นผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและมีความหลากหลาย ครอบคลุมการเพาะเลี้ยงตลอดวงจรชีวิตของสัตว์น้ำในราคาที่สามารถแข่งขันได้ เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าในวงกว้าง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเติบโตของเกษตรกรในประเทศไทยและการยกระดับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย ปัจจุบัน มีการผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เศรษฐกิจ โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ อาหารกุ้ง อาหารปลา และอาหารสัตว์บก ภายใต้แบรนด์สินค้าหลัก ได้แก่ โปรฟีด (PROFEED) นานามิ (NANAMI) อีโก้ฟีด (EGOFEED) แอคควาฟีด (AQUAFEED) และดี-โกรว์ (D-GROW) เป็นต้น โดยในปี 2567 TFM มียอดขาย 5,365 ล้านบาท และจัดจำหน่ายในหลายประเทศ อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย, อินเดีย, ศรีลังกา, มาเลเซีย และเมียนมา เป็นต้น

 

You can share this post!