กลุ่มอมตะเผยปี 68 ยังมีความท้าทายจากหลายปัจจัยลบ เตรียมงบลงทุนในประเทศไทยกว่า 7,000 ล้านบาท ขยายพื้นที่และพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ซึ่งยังไม่นับรวมถึงการลงทุนพลังงานสะอาดและโครงการใหม่ที่เกี่ยวข้องเพื่อปั้นฐานการผลิตเสริมแกร่ง 3 ประเทศต่อเนื่อง ทั้งไทย เวียดนาม และปีนี้พร้อมเปิดขายพื้นที่ นิคมอมตะ ซิตี้ นาหม้อ เขตเศรษฐกิจใหม่ สปป.ลาว ประตูค้าเชื่อมไทย-จีน ตั้งเป้ายอดขายที่ดินกลุ่มอมตะในไทย-ต่างประเทศ 3,500 ไร่ เติบโตกว่า 15%
นางสาวเด่นดาว โกมลเมศ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นปีที่มีความท้าท้าย จากปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในประเทศที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้า ปัญหาค่าครองชีพ และหนี้ครัวเรือน และปัจจัยภายนอกประเทศ อย่างภาวะเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ทำให้เกิดการขยายฐานการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ไปยังประเทศที่มีศักยภาพ ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และมีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้นกลุ่มอมตะ จึงได้เตรียมความพร้อมในการเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการด้านสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
โดยเตรียมงบลงทุนในไทยไว้ไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท เพื่อขยายพื้นที่และพัฒนาที่ดินรองรับการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรม โดยพื้นที่นิคมฯในแต่ละแห่งตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางด้านการค้าที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มอมตะมีสถานการเงินที่แข็งแกร่ง โดยสิ้นปี 2567 มีกระแสเงินสดประมาณ 5,000 ล้านบาท ขณะที่อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ในสิ้นปี 2567 อยู่ที่ 1.30 เท่า อีกทั้งบริษัทยังมียอดขายรอโอน (Backlog) ในมือซึ่งจะกลับมาเป็นรายได้ รวมถึงการขายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ก็เป็นอีกส่วนในการสร้างรายได้ โดยยอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอนอยู่จำนวนมากกว่า 20,000 ล้านบาท สำหรับในปี 2568 ตั้งเป้าหมายยอดขายที่ดินทั้งในไทยและต่างประเทศ 3,500 ไร่ เติบโตจากปีก่อนมากกว่า 15% โดยเฉพาะในเวียดนามที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก ทั้งญี่ปุ่น จีน เกาหลี และยุโรป เป็นต้น
นางสาวเด่นดาว กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยทั้ง 3 แห่ง ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ,นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง และนิคมอุตสาหกรรม ไทย- จีนนั้น ทางกลุ่มอมตะจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางด้านพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามหลักปรัชญา “ALL WIN” ถือเป็นการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ด้านนายโอซามู ซูโด รักษาการประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ากลุ่มอมตะให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ที่สร้างผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ดังนั้นแผนการการดำเนินงานในปี 2568 จึงได้เตรียมความพร้อมในด้านการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและนำนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ โดยกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ จีน และญี่ปุ่น รวมถึงกลุ่มประเทศแถบยุโรป โดยเฉพาะจีนยังมีทิศทางของการย้ายฐานการลงทุนต่อเนื่อง เป็นผลมาจากมาตรการการขึ้นภาษีของ สหรัฐฯ ทำให้ผู้ประกอบการจีนมีการวางแผนย้ายฐานการผลิต เพื่อการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
“มองว่าปัจจุบันความต้องการซื้อที่ดินนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีสูงมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากการย้ายฐานการผลิตจากจีนที่เข้ามาในประเทศไทย ประกอบกับภาครัฐที่การเร่งเดินหน้าดึงดูดการลงทุน แต่ในส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสงครามการค้ายังต้องรอความแน่นอนของประเด็นดังกล่าวซึ่งยังมีความไม่แน่นอนอยู่เกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐในปีนี้ โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทสามารถทำยอดขายที่ดินได้ประมาณ 250-300 ไร่ ซึ่งปกติไตรมาส 1-2 จะเป็นช่วงที่มียอดขายไม่มาก แต่ไตรมาส 3-4 จะเป็นช่วงที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อที่ดินมากกว่า จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งเป้ายอดขายที่ดินไว้ที่ 3,500 ไร่ แบ่งเป็นยอดขายที่ดินในประเทศ 2,500 ไร่ ยอดขายที่ดินในเวียดนาม 500 ไร่ และยอดขายที่ดินในสปป.ลาว 500 ไร่ ส่วนการโอนที่ดินในปี 2568 บริษัทคาดว่าจะมีการโอนที่ดินในสัดส่วน 50% ของ Backlog ที่มีอยู่ 21,000 ไร่ โดยที่รายได้ของบริษัทจะมีการเติบโตตามยอดโอนที่ดินของบริษัท”นายซูโต กล่าว
ทั้งนี้ด้วยระบบ Supply Chain และสาธารณูปโภคที่ทันสมัย รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสิทธิประโยชน์จากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ทำให้กลุ่มอมตะได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยเฉพาะใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลักตามนโยบายของรัฐบาล ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วน 2.อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) 3.อุตสาหกรรมดิจิทัล Data Center และ Cloud Region 4.อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต และ 5.อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน
นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ในสปป.ลาว ปัจจุบันมีทั้งหมด 20,000 ไร่ เป็นที่ดินที่พร้อมพัฒนาแล้ว จำนวน 5,600 ไร่ ซึ่งนิคมฯดังกล่าวถือว่าเป็นเขตเศรษฐกิจแห่งใหม่ของสปป.ลาวที่กลุ่มอมตะได้นำนวัตกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมาพัฒนาและจะผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเป็นประตูการค้าสู่ประเทศจีนตอนใต้ โดยอาศัยเส้นทางรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน เนื่องจากนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่ห่างจากชายแดนจีนเพียง 40 กิโลเมตร โดยเฟสแรกจะพัฒนาบนพื้นที่ 600 ไร่ และตั้งเป้าขายไว้ที่ 500-600 ไร่ ซึ่งจะเริ่มขายในช่วงไตรมาส 3/2567
ล่าสุด ทางนิคมอุตสาหกรรม อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ในสปป.ลาวได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนสูงสุดในภูมิภาค และสิทธิการส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุน โดยการได้รับยกเว้นภาษี 30 ปี สำหรับผู้ลงทุนใน 7 ปีแรกที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร เพื่อสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในให้มีมูลค่ามากขึ้น,อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์พลังงานทดแทน,อุตสาหกรรมผลิตยานยนต์และอาหาร,อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งแนวทางการพัฒนาของกลุ่มอมตะในลาวนำไปสู่การพัฒนาเป็นเมืองที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว ที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของ สปป.ลาว และภูมิภาคในอนาคต