โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ เรียกเก็บอัตราพื้นฐาน 10% กับสินค้าทุกประเภทที่นำเข้าจากทุกประเทศ พร้อมเพิ่มอัตราภาษีสูงขึ้นสำหรับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายประเทศ รวมถึงไทยที่ถูกเก็บภาษีสูงถึง 36% หนึ่งในอัตราสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน
สงครามการค้ารอบใหม่ จุดชนวนความตึงเครียด
แผนภาษีใหม่นี้ถือเป็นการยกระดับสงครามการค้าครั้งใหม่ของสหรัฐฯ หลังจากทรัมป์กลับสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ โดยเขากล่าวระหว่างแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “เราจะไม่ยอมให้ประเทศอื่นเอาเปรียบอเมริกาอีกต่อไป” พร้อมโชว์แผนภูมิอัตราภาษีที่จะเก็บจากแต่ละประเทศ
ประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงสุด ได้แก่ กัมพูชา (49%), ลาว (48%), เวียดนาม (46%) และเมียนมา (44%) ขณะที่ไทยถูกเก็บ 36% ใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย (32%) และมาเลเซีย (24%)
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค
การขึ้นภาษีในอัตราสูงนี้อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป สิ่งทอ และยานยนต์ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น และลดขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวอาจกระตุ้นให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบออกมาตรการตอบโต้ทางการค้า ซึ่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกเผชิญภาวะตึงเครียดมากขึ้น
สหรัฐฯ กับการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
ทรัมป์ให้เหตุผลว่า การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศและกระตุ้นการผลิตภายในสหรัฐฯ แต่หลายฝ่ายมองว่านโยบายนี้อาจนำไปสู่ราคาสินค้าที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคอเมริกัน และก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการเมืองของทรัมป์ ที่ต้องการแสดงให้ฐานเสียงเห็นว่าเขามุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกันชน
ไทยต้องเร่งปรับตัวรับมือแรงกดดัน
สำหรับไทย ภาครัฐและเอกชนอาจต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทั้งการมองหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ หรือการเจรจาต่อรองเพื่อขอลดอัตราภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ โดยเร็วที่สุด
มาตรการของทรัมป์ครั้งนี้อาจกลายเป็นปัจจัยเปลี่ยนเกมสำหรับภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก ซึ่งไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียนต้องจับตาและเตรียมแผนรับมืออย่างรอบคอบ