บริษัท เวฟ เอกซ์โพเนนเชียล จำกัด (มหาชน) หรือ WAVE กำลังเผชิญวิกฤติความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ หลังผู้สอบบัญชี ไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินประจำปี 2567 เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบความเหมาะสมของราคาที่คาดว่าจะขายได้จาก ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (I-REC(E)s) ซึ่งถือเป็นหัวใจธุรกิจของบริษัทย่อย
ผลกระทบครั้งนี้ทำให้ WAVE ต้อง บันทึกด้อยค่าทรัพย์สินและหนี้สินรวมกว่า 1,031 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัท ขาดทุนสุทธิ 774 ล้านบาทในปี 2567 สะท้อนความเสี่ยงของการลงทุนในธุรกิจที่ยังไม่มีมาตรฐานประเมินค่าชัดเจน
จุดเปลี่ยนอยู่ที่ WAVE BCG
บริษัทลูกคือ เวฟ บีซีจี (WAVE BCG) ซึ่ง WAVE ถือหุ้น 74% ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับ ซื้อขายคาร์บอนเครดิตและ I-REC(E)s ในปี 2567 มีรายได้เพียง 6 ล้านบาท แต่กลับต้องบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ถึงพันล้านบาท
รายละเอียดย่อย:
-ด้อยค่าสินค้าคงเหลือ I-REC(E)s: 589 ล้านบาท
-ด้อยค่าเงินจ่ายล่วงหน้าในสัญญาระยะยาว: 139 ล้านบาท
-ขาดทุนจากสัญญาที่ไม่สามารถยกเลิกได้: 303 ล้านบาท
-มูลค่าภาระผูกพันตามสัญญาซื้อ I-REC(E)s ระยะยาว: 1,077 ล้านบาท โดยมี 513 ล้านบาทเป็น รายการกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอคำชี้แจงด่วน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยออกคำสั่งให้ WAVE:
-ชี้แจงหลักเกณฑ์ในการประเมินราคาซื้อ I-REC(E)s
-อธิบาย นโยบายบริหารความเสี่ยง และความเหมาะสมของการลงทุน
-เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับ คู่ค้าซึ่งเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกัน
-แสดงแผนรับมือภาระหนี้และแนวทาง จัดการสภาพคล่อง
โดยบริษัทต้องรายงานภายใน 16 เมษายน 2568 และคณะกรรมการต้องให้ความเห็นภายใน 21 เมษายน 2568
บทเรียนราคาแพงของตลาดสีเขียว
กรณีของ WAVE ถือเป็นตัวอย่างของความท้าทายในการลงทุนในตลาดพลังงานทางเลือก ที่แม้จะดู “เขียว” และมีศักยภาพ แต่กลับยังขาดความโปร่งใสในด้านมูลค่าการซื้อขาย และมาตรฐานสากลในการวัดมูลค่าทางบัญชี
WAVE จะผ่านพ้นวิกฤตนี้อย่างไร? และธุรกิจ I-REC(E)s ในไทยจะเดินต่อได้แค่ไหน ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ คงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด