เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายให้การรับรองสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีคู่รักเพศเดียวกันอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวจำนวนมาก โดยขาดเครื่องมือทางกฎหมายในการจัดการความสัมพันธ์ทางครอบครัว ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อครอบครัวหลากหลายทางเพศหลายประการ เช่น สิทธิในการตัดสินใจในการรักษาพยาบาล สิทธิในการอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน สิทธิในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน และสิทธิในการรับมรดก รวมไปถึงสิทธิในการครอบครองที่อยู่อาศัยร่วมกันแต่จากการที่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีนโยบายที่จะผลักดันให้มีกฎหมายสนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) และมีแนวโน้มที่กฎหมายดังกล่าวจะผ่านการพิจารณาและประกาศใช้ในอนาคต นั่นหมายความว่า กลุ่ม LGBTQ+ ก็จะมีสิทธิเท่าเทียมกับเพศชาย เพศหญิงปกติ โดยเฉพาะในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็จะมีกลุ่ม LGBTQ+ กล้าตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยร่วมกันมากขึ้น
หนุนกลุ่ม LGBTQ+ ผนึก 8 สถาบันการเงินให้สินเชื่อพิเศษ
โดยก่อนหน้านี้ บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) หรือ SIRI ได้ประกาศตัวอย่างชัดเจนที่ให้การสนับสนุนกฎหมายดังกล่าว ด้วยการร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) หรือSCB ในการมอบสินเชื่อบ้านสำหรับคู่ชีวิต LGBTQ+ เป็นระยะเวลา 2 ปี กับ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีการยื่นขอสินเชื่อเพิ่มกว่า 80%นอกจากนี้ทางแสนสิริฯยังเอาใจกลุ่ม LGBTQ+ ด้วยการจัดบริการห้องน้ำรองรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ ณ สำนักงานใหญ่ ,การลาผ่าตัดแปลงเพศไม่เกิน 30 วันต่อปี ,ผลักดันเรื่องการกู้ร่วมของกลุ่ม LGBTQIA+ ซึ่งปัจจุบัน ได้รับความร่วมมือจากธนาคารพันธมิตร 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน),ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำกัด(มหาชน),ธนาคารออมสิน ,ธนาคารทีเอ็มบีธนชาติ จำกัด(มหาชน)และธนาคารยูโอบี จำกัด(มหาชน) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการสนับสนุนความเท่าเทียม ส่งผลให้ลูกค้าเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
นายสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า แสนสิริ ขอร่วมแสดงความยินดีกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนที่รอคอยการแก้ไขกฎหมาย และต้องการเห็นความเท่าเทียมและเสมอภาคในสังคมไทย และเมื่อกฎหมายดังกล่าวมีการบังคับใช้ในไทยจะทำให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้ตามกฎหมาย และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการได้รับสิทธิและเสรีภาพในการแต่งงานเหมือนกับคนรักกันทั่วไปที่พึงได้รับ เช่นเดียวกับต่างประเทศที่ได้ออกกฎหมายสมรสของคนเพศเดียวกันกว่า 30 ประเทศทั่วโลก
”ยังมีผู้คนในสังคมอีกมาก ที่ต้องอาศัยอยู่ในช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำ เพราะขาดโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง แสนสิริ มุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสร้างสังคมสู่ความเท่าเทียมที่แท้จริง และร่วมจุดประกายให้คนในสังคม ยินดีที่จะเสียสละบางอย่าง เพื่อมอบโอกาสให้กับคนที่ยังขาด ให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขเช่นกัน”
ออกแบบที่อยู่อาศัยรองรับลูกค้าทุกกลุ่ม
โดยบริษัทฯได้ออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการสร้างครอบครัวของกลุ่ม LGBTQIA+ อยู่แล้ว ซึ่งเน้นย้ำด้านความเท่าเทียมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์และตรงใจกับความต้องการของผู้บริโภคในทุกเซกเมนต์ ทั้งดีไซน์ ฟังก์ชั่น คุณภาพและบริการครอบคลุมทุกช่วงของการอยู่อาศัย พร้อมมุ่งนำเสนอไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่มากกว่า ตลอดจนส่งมอบมาตรฐานการดูแลเพื่อชีวิตดี ๆ ให้กับทุกคนในทุกวันกับแสนสิริ ภายใต้แนวคิด “Sansiri Made for Life” เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุก Generation ทุกเซกเมนต์
แสนสิริฯ ถือเป็นบริษัทแรกในประเทศไทย และเป็น 1 ใน 200 บริษัทชั้นนำทั่วโลก ที่ลงนามกับ UN Global Standards of Conduct for Business หรือมาตรฐานข้อปฏิบัติ ทางธุรกิจขององค์การสหประชาชาติ (UN) เขียนขึ้นโดยสำนักงานของข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (Offices of the United Nations High Commissioner for Human Rights-OHCHR) เพื่อสนับสนุน ความเท่าเทียมในสังคม ลดการแบ่งแยก โดยมีเป้าหมายเพื่อรณรงค์ 5 ข้อ ได้แก่
1.การเคารพสิทธิมนุษยชนของกลุ่ม LGBTQIA+ ในทุกการดำเนินการและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
2.ขจัดการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบที่มีต่อพนักงานที่เป็น LGBTQIA+ ในสถานที่ทำงาน
3.ให้การสนับสนุนเชิงรุกแก่พนักงานที่เป็น LGBTQIA+ โดยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวก สร้างความเชื่อมั่น ซึ่งช่วยให้พนักงานทุกท่านทำงานร่วมกันได้อย่างมีเกียรติ
4.ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจเกิดจากการกีดกันต่อลูกค้า คู่สัญญา คู่ค้า รวมถึงบุคคลอื่นๆ
5.ผลักดันประเด็นเรื่องความเท่าเทียมอย่างเป็นสาธารณะ ซึ่งอาจรวมไปถึงการรณรงค์ในที่สาธารณะ สนับสนุนให้เกิดข้อตกลงการปฏิบัติร่วมกัน กระตุ้นให้เกิดการพูดคุยในสังคม หรือการให้ความสนับสนุนทางการเงินหรือปัจจัยต่างๆ ต่อองค์กรที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของ LGBTQIA+
คาดกฎหมายผ่านได้ลูกค้าซื้อคอนโดฯเพิ่ม 10-20%
ด้าน นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด ผู้พัฒนาโครงการกลุ่มสมาร์ทคอนโดมิเนียมในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI กล่าวว่า กลุ่ม LGBTQ+ ไม่ได้มีอะไรที่มีความแตกต่างจากเพศปกติทั่วไป ซึ่งสามารถซื้อคอนโดฯของบริษัทฯได้ทุกโครงการอยู่แล้ว และหากสนใจคอนโดฯเพื่อคนเลี้ยงสัตว์ได้ บริษัทฯก็ยินดี แต่อาจมองในเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง และระบบสาธารณูปโภคให้สอดคล้องกับกลุ่ม LGBTQ+ บ้าง เช่น อาจจะมีการชื่นชอบการไลฟ์ขายของ หรือการที่ต้องการห้องสำหรับลองชุดต่างๆ ก็เป็นฟังก์ชันหนึ่งที่อยากเสริมให้กับลูกค้ากลุ่มดังกล่าวในโครงการประเภทคอนโดฯ
“คาดว่าหากกฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่าน และมีการประกาศใช้ ก็เชื่อว่าจะมีลูกค้ากลุ่ม LGBTQ+ ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% โดยคิดว่าจะสนใจซื้อที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดฯมากกว่าแนวราบ เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีลูก และต้องการเลี้ยงสัตว์เป็นลูกมากกว่า อีกทั้งเน้นการอยู่อาศัยในทำเล CBD กรุงเทพฯมากกว่า ดังนั้นคอนโดฯจึงตอบโจทย์มากกว่า”
เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสินค้าสูง ช่วยกระตุ้นภาคอสังหาฯ
ด้าน นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวว่า หากกฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านและประกาศใช้ บริษัทฯก็พร้อมรองรับอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาบริษัทฯก็ทำตลาดสำหรับลูกค้ากลุ่ม LGBTQ+ อยู่แล้ว ซึ่งต้อนรับทุกกลุ่มเพศ ทุกวัย จึงไม่ต้องเตรียมรองรับ หรือมีมาตรการพิเศษอะไรเพิ่ม แต่คิดว่าจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% ซึ่งจะเป็นการรับรองสิทธิ์ และมีสิทธิประโยชน์ เป็นการกระตุ้นภาคอสังหาฯได้เป็นอย่างดี เพราะถือว่าช่วยสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อได้อย่างชัดเจน เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มีกำลังซื้อสินค้าสูง
และเชื่อว่า กลุ่ม LGBTQ+ จะให้ความสนใจซื้อคอนโดฯมากกว่าแนวราบ เนื่องจากกลุ่มดังกล่าว ไม่มีบุตร ดังนั้นความต้องการพื้นที่ห้องอาจจะไม่จำเป็นต้องใหญ่มากนัก และไม่ต้องมีการเตรียมพื้นที่พิเศษ เพราะลูกค้ากลุ่มทุกกลุ่มสามารถอยู่ร่วมกันในคอนโดฯ และ หมู่บ้านได้เป็นปกติปกติ ซึ่งเป็นชีวิตปกติในสังคมปัจจุบันอยู่แล้วดังนั้นคอนโดฯจึงตอบโจทย์ได้ดี
“คิดว่ากลุ่ม LGBTQ+ จะมีความต้องการที่จะซื้ออสังหาฯเพราะเป็นหลักประกันสำคัญในชีวิตคู่เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่อาจจะมีความลังเลในการซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ แต่เมื่อมีการรับรองสิทธิ์ หรือ มีการจดทะเบียนสมรสได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่พิเศษ และ เป็นการสร้างครอบครัว ซึ่งบ้านและคอนโดฯ ถือเป็นหลักประกันที่สำคัญในการสร้างครอบครัว คิดว่าน่าจะช่วยกระตุ้นความต้องการอสังหาฯสำหรับกลุ่มนี้ได้เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าจากเดิมก็มีการปล่อยกู้หรือมีการขายทำการตลาดในกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่จะมีความชัดเจนและมีสินเชื่อพิเศษเพิ่มมากขึ้นได้ และคิดว่าน่าจะประชาสัมพันธ์ถึงโอกาส และกฎหมายที่ต้อนรับคู่ชีวิตเพศเดียวกันให้เห็นว่าสามารถขอสินเชื่อและมีบ้านเป็นหลักประกันของชีวิตคู่ได้แล้ว”
ต้องรอลุ้นกันว่ากฎหมายสนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) จะผ่านฉลุยหรือไม่ หากไร้การคัดค้าน ก็จะทำให้ภาคธุรกิจอสังหาฯได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่สามารถครอบครองสินทรัพย์ร่วมกันได้อีกประมาณ 10-20%