นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท พร้อมด้วยนายยงยุทธ์ เพ็งเมือง รองอธิบดีด้านดำเนินงาน และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ณ แขวงทางหลวงชนบทจังหวัดเพชรบุรี เพื่อเร่งรัดความคืบหน้าในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างยั่งยืน
“โครงการ Thailand Riviera เป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับถนนสายรองของประเทศสู่มาตรฐานระดับสากล ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่” นายมนตรี กล่าว
เส้นทางเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยว 950 กิโลเมตร
นายมนตรี กล่าวว่า Thailand Riviera เป็นโครงการพัฒนาโครงข่ายถนนเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย จากจังหวัดสมุทรปราการจรดนราธิวาส ครอบคลุม 12 จังหวัด ระยะทางรวมกว่า 950 กิโลเมตร แบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ระยะหลัก ดังนี้:
● ระยะที่ 1: สมุทรสาคร – เพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร (515 กม.)
ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ ใช้งบประมาณรวม 2,549 ล้านบาท
● ระยะที่ 2: ชุมพร – สุราษฎร์ธานี – นครศรีธรรมราช – สงขลา (150 กม.)
อยู่ระหว่างการสำรวจออกแบบและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าเริ่มก่อสร้างได้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
● ระยะที่ 3: สมุทรปราการ – สมุทรสาคร – สมุทรสงคราม (85 กม.)
แผนการดำเนินงานแบ่งเป็น 4 สัญญา ก่อสร้างถนนและสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน รวมงบประมาณ 4,275 ล้านบาท
โดย “ช่วงที่ 3” ถือเป็นจุดสำคัญในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวจากท่าฉลอม-ดอนหอยหลอด-ตลาดร่มหุบ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
● ระยะที่ 4: สงขลา – ปัตตานี – นราธิวาส (200 กม.)
อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าแล้วเสร็จภายในปี 2569
เดินหน้าสู่ฝั่งอันดามัน ขยายเครือข่ายครอบคลุม 18 จังหวัด
อธิบดีฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ อยู่ระหว่างร่วมมือกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เพื่อศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นโครงการเส้นทาง Thailand Riviera ฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งจะครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง และสตูล รวมถึงโครงการต่อเนื่อง เช่น
• ถนนตะนาวศรีคีรีพัฒน์ ช่วงเขาบันได – บ้านพุน้ำร้อน (จ.เพชรบุรี) ระยะทาง 37.240 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 714.29 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570
เส้นทางที่มากกว่า “ถนน”
โครงการ Thailand Riviera ไม่เพียงแค่ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการออกแบบที่สอดรับกับภูมิทัศน์และวัฒนธรรมท้องถิ่น เพิ่มจุดแวะพักและเส้นทางชมวิว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ สร้างโอกาสให้ธุรกิจในชุมชนเติบโตควบคู่กับการเดินทางของนักท่องเที่ยว
“เรามุ่งมั่นให้โครงการนี้ไม่ใช่แค่ถนนอีกเส้นหนึ่ง แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจฐานราก ที่จะพาผู้คน สินค้า และโอกาส เดินทางไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวทิ้งท้าย