ค่ำคืนวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เวลาที่หลายคนกำลังเข้านอน ทำเนียบขาวกลับปล่อยข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการค้าโลก โดยสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ชุดใหม่ เพื่อกดดันประเทศคู่ค้าให้เจรจาใหม่ภายใต้เงื่อนไขที่สหรัฐฯ มองว่า “เป็นธรรม”
ตารางอัตราภาษีใหม่นี้ ทำให้หลายประเทศต้องขยับตัวทันที เพราะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ เที่ยงคืน 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป
ไทยถูกจัดในกลุ่ม 19%
ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ระบุว่า
• ไทย, กัมพูชา, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ถูกตั้งกำแพงภาษี 19%
• เวียดนาม 20%
• บรูไน 25%
• ลาว-เมียนมา 40%
ที่น่าสนใจคือ สิงคโปร์ไม่ได้อยู่ในตารางนี้ เพราะสหรัฐฯ ยังคงเก็บเพียง ภาษีพื้นฐาน 10% ตามข้อตกลงก่อนหน้า
และประเทศที่ถูกตั้งภาษีสูงสุดคือ ซีเรีย 41% สะท้อนว่าการใช้ภาษีเป็น “อาวุธ” ทางการเมืองและการค้าของสหรัฐฯ ยังคงเข้มข้น
ผลกระทบต่อไทย สัญญาณเตือนผู้ส่งออก
สำหรับไทย การตั้งภาษี 19% อาจไม่ใช่ตัวเลขสูงสุดเทียบกับลาวหรือเมียนมา แต่ก็เป็น ตัวเลขที่กระทบการส่งออก โดยตรง สินค้าที่เคยได้เปรียบด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ อาจเสียเปรียบทันทีเมื่อภาษีเพิ่มขึ้น
เกมการค้าระดับโลกที่ไม่เท่าเทียม
นักวิเคราะห์มองว่า การใช้ Reciprocal Tariffs ของสหรัฐฯ ครั้งนี้ ไม่ได้ “สมมาตร” อย่างชื่อเรียกเสมอไป เพราะประเทศที่สหรัฐฯ มีผลประโยชน์ร่วมสูง เช่น สิงคโปร์ หรือประเทศยุโรปบางชาติ ถูกตั้งอัตราเบากว่ามาก ในขณะที่ประเทศเล็กและยากต่อการตอบโต้ทางการค้า กลับโดนภาษีสูง
นี่คือการส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ พร้อมใช้ภาษีเป็นเครื่องมือบีบให้คู่ค้าต้องกลับมาโต๊ะเจรจา มากกว่าจะทำเพื่อความเท่าเทียมอย่างแท้จริง