วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการปฏิรูประบบขนส่งไทย เมื่อ นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ประกาศนโยบายขับเคลื่อนองค์กร ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนขนส่งปลอดภัย มาตรฐานใหม่ ทันสมัยเพื่อประชาชน” ต่อหน้าผู้บริหารและขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ณ ห้องประชุมมาตุลี กรมการขนส่งทางบก
นโยบายใหญ่ในยุค “พิพัฒน์ รัชกิจประการ”
กรมการขนส่งฯ กำลังเดินตามแนวทางของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่วางเป้าหมาย “คมนาคมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” โดยมุ่ง 3 เรื่องเร่งด่วน
• ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน
• ยกระดับบริการขนส่งสาธารณะ ให้สะดวก ปลอดภัย
• วางรากฐานคมนาคมอนาคต เชื่อมโยง “ล้อ–ราง–เรือ” อย่างไร้รอยต่อ
5 ภารกิจหลักของกรมการขนส่งฯ
อธิบดีสรพงศ์ ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นจริงและเร็ว กรมฯ จึงกำหนด 5 ภารกิจหลัก ได้แก่
1. ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งตัวรถ คนขับ และผู้ประกอบการ
2. ปรับปรุงกฎหมายคมนาคมให้สอดรับเทคโนโลยีใหม่
3. พัฒนาองค์กรให้ก้าวทันดิจิทัล
4. บูรณาการโครงการร่วมกับรัฐบาล
5. เสริมขวัญกำลังใจบุคลากร เพื่อผลักดันงานให้สำเร็จ
8 โครงการเร่งด่วน “เห็นผลในเร็ววัน”
สิ่งที่จับต้องได้ คือโครงการใหม่ที่ประชาชนจะสัมผัสโดยตรง
• Digital Taxi Meter ยกเครื่องแท็กซี่ไทย โปร่งใส–มั่นใจทุกการเดินทาง
• ศูนย์ขนส่งสินค้าสุราษฎร์ธานี ลดต้นทุนโลจิสติกส์ภาคใต้ เสริมศักยภาพแข่งขัน
• ใบรับรองแพทย์อิเล็กทรอนิกส์ ลดขั้นตอนยุ่งยาก เพิ่มความน่าเชื่อถือ
• อบรมใบขับขี่รถใหญ่ ฟรี 10,000 คน ป้อนแรงงานคุณภาพเข้าสู่ตลาด
• AI ตรวจสภาพรถ กันทุจริต เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน
• GPS TWO-WAY กำกับพฤติกรรมคนขับ ลดอุบัติเหตุ
• ระบบตรวจการขนส่งดิจิทัล เสริมประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย
• DLT One App รวมทุกบริการในแอปเดียว ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล
ขนส่งไทยในอนาคต
กรมการขนส่งฯ ยังมีเป้าหมายระยะยาว ที่มากกว่าการเดินทางรายวันของประชาชน
• สนับสนุนระบบโลจิสติกส์ ลดต้นทุนสินค้าไทยสู้ตลาดโลก
• พัฒนารถโดยสารเพื่อคนสูงอายุและผู้พิการ
• ส่งเสริม “Tourism Design” รองรับนักท่องเที่ยวด้วยการเดินทางที่สะดวกและยั่งยืน
นโยบายชุดนี้สะท้อนว่า “ขนส่งทางบก” ไม่ใช่แค่เรื่องรถเมล์หรือใบขับขี่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างหลักในการยกระดับเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของคนไทยในภาพรวม
คำถามคือ - การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเกิดผลเร็วและชัดเจนแค่ไหน? ประชาชนจะได้สัมผัส “ขนส่งมาตรฐานใหม่” เมื่อใด? คำตอบคงต้องติดตามจากผลงานที่กำลังจะปรากฏในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า