กรมศุลกากร บูรณาการความร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จับกุมผู้โดยสารหญิงสัญชาติอินเดีย พยายามลักลอบนำสัตว์ป่าออกนอกประเทศ ผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมของกลางสัตว์มีชีวิตหลายชนิด มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท
นโยบายดังกล่าวเป็นไปตามข้อสั่งการของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เน้นย้ำการเร่งรัดปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างจริงจัง ผ่านการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทาง
ขณะเดียวกัน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้มอบนโยบายให้กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการนำเข้า-ส่งออก เพื่อสกัดกั้นการค้าสัตว์ป่า สร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยในเวทีสากล
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วยนางนันท์ฐิตา ศิริคุปต์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้น โดยเฉพาะเส้นทางการลักลอบผ่านท่าอากาศยาน
ด้านนางสันธนี ไพรัตนากร ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสาร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจค้นผู้โดยสารที่เตรียมเดินทางไปเมืองเบงกาลูรู ประเทศอินเดีย และพบสัตว์ป่ามีชีวิตซุกซ่อนในสัมภาระ ประกอบด้วย
* เต่าอัลดาบรา 3 ตัว
* เต่าเสือดาว 2 ตัว
* เต่าซูลคาต้า 3 ตัว
* เต่าสแนปปิ้ง 1 ตัว
* แร็กคูน 4 ตัว
* หนูเดกู 1 ตัว
รวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท โดยคดีนี้นับเป็นคดีที่ 3 ที่สามารถจับกุมได้ในเดือนเมษายน 2569
ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
การลักลอบค้าสัตว์ป่ายังคงเป็นภัยเงียบที่กระทบทั้งระบบนิเวศและภาพลักษณ์ประเทศ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง คือกลไกสำคัญในการหยุดวงจรธุรกิจผิดกฎหมายนี้อย่างยั่งยืน