“พิพัฒน์” รมว.คมนาคม เดินหน้าดัน โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) เต็มกำลัง มองเป็น “โอกาสทอง” ของไทย หลังมีกระแสข่าวอินโดนีเซียอาจเก็บค่าผ่านทางใน ช่องแคบมะละกา (Strait of Malacca) ชี้จุดเปราะบางของเส้นทางเดินเรือโลก อาจกลายเป็นแรงหนุนสำคัญให้ไทยขึ้นแท่นทางเลือกใหม่ของการขนส่งสินค้า
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการค้าระหว่างประเทศ มีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะช่วงร่องน้ำแคบเพียงราว 2 กิโลเมตร ทำให้มีความเสี่ยงทั้งในแง่ความแออัดและเหตุการณ์ไม่คาดคิด หากมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือเกิดปัญหาใดขึ้น จะยิ่งกระทบต้นทุนโลจิสติกส์โลกทันที
“แลนด์บริดจ์ไทย” จึงถูกวางเป็นหมากสำคัญ เพื่อสร้างเส้นทางขนส่งทางเลือก เชื่อมอ่าวไทย–อันดามัน ลดระยะเวลา ลดต้นทุน และกระจายความเสี่ยงของระบบขนส่งโลก
รัฐมนตรีคมนาคมย้ำว่า โครงการนี้ถือเป็น “นโยบายเรือธง” ที่เดินหน้าต่อเนื่องจากรัฐบาลก่อน โดยผ่านการศึกษาความเหมาะสมจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มากว่า 6 ปี ซึ่งผลชัดเจนว่า “คุ้มค่าการลงทุน” และมีศักยภาพยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค
รูปแบบการลงทุนจะใช้โมเดล PPP (รัฐ-เอกชนร่วมลงทุน) เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ ขณะเดียวกันเริ่มมีกลุ่มทุนต่างชาติหลายรายแสดงความสนใจเข้าร่วมศึกษาโครงการแล้ว
ในด้านพื้นที่โครงการ มีการพิจารณาปรับจุดก่อสร้างท่าเรือฝั่งจังหวัดระนอง โดยขยับออกจากตัวเมืองราว 40–50 กิโลเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบแนวเขตพรมแดน และเพิ่มศักยภาพให้เรือสามารถเข้าเทียบท่าได้อย่างอิสระในน่านน้ำไทย
โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นส่วนสำคัญของ ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ครอบคลุมพื้นที่ ระนอง – ชุมพร – สุราษฎร์ธานี เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทั้งท่าเรือ รถไฟ และถนน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ให้ประเทศ
ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดระนองในเดือนหน้า เพื่อติดตามความคืบหน้าและผลักดันโครงการอย่างใกล้ชิด