กรมศุลกากร โดยสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกับกองสืบสวนและปราบปราม เดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าสารออกฤทธิ์อันตราย จับกุมผู้โดยสารชาวอินเดียได้ 2 ราย ภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน พร้อมตรวจยึด ยาเอโทมิเดต (Etomidate) ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 รวม 16.59 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 41 ล้านบาท
นางสันธนี ไพรัตนากร ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า เอโทมิเดต เป็นยานำสลบที่ใช้เฉพาะในสถานพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่ปัจจุบันพบการลักลอบนำไปผสมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า “บุหรี่ซอมบี้” เพื่อให้เกิดฤทธิ์คล้ายยาเสพติด
ผู้ที่สูบอาจมีอาการเคลิ้ม มึนงง สูญเสียการควบคุมร่างกาย ก่อนที่ฤทธิ์ของยาจะกดระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้หมดสติ หยุดหายใจ และอาจเสียชีวิตได้ ถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ทำให้ประเทศไทยยกระดับการควบคุมเอโทมิเดตเป็น วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด
สำหรับการจับกุมทั้ง 2 คดี ประกอบด้วย
คดีแรก เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่จับกุมผู้โดยสารชายสัญชาติอินเดีย ซึ่งเดินทางมาจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังตรวจพบยาเอโทมิเดตซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง น้ำหนัก 10.43 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 26 ล้านบาท
คดีที่สอง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 จับกุมผู้โดยสารชายสัญชาติอินเดีย ซึ่งเดินทางมาจากนครมุมไบ ประเทศอินเดีย หลังเครื่องเอกซเรย์ตรวจพบยาเอโทมิเดตซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง น้ำหนัก 6.16 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท
รวมทั้ง 2 คดี สามารถตรวจยึดของกลางได้ 16.59 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 41 ล้านบาท โดยผู้ต้องหาทั้งหมดถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายยาเสพติด และกฎหมายศุลกากร ก่อนส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบุว่า การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการลักลอบนำเข้าวัตถุออกฤทธิ์ชนิดใหม่ที่เป็นภัยต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและตรวจสอบผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเล็ดลอดเข้าสู่ประเทศไทย