ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น เผยทิศทางตลาดธุรกิจโลจิสติกส์ครึ่งปีหลัง 2569 ส่งสัญญาณบวกแรง รับอานิสงส์ช่วงไฮซีซั่นตลาดอเมริกา-ยุโรปที่มาเร็วกว่าปกติ พร้อมเดินหน้าผลักดันปริมาณขนส่งสินค้าทางตู้คอนเทนเนอร์สู่เป้าหมาย 54,000 ตู้ และรายได้รวม 3,500 ล้านบาท แม้ครึ่งปีแรกจะเผชิญความท้าทายจากอัตราค่าระวางเรือที่ผันผวน แต่การเข้าควบคุมต้นทุนผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรใหม่อย่าง AS Logistics ในฝั่งการขนส่งทางอากาศ และ Worldlink Transport Group (WLTG) ในสหรัฐอเมริกา จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด-เพิ่มอัตรากำไรสุทธิให้เติบโตอย่างมั่นคงตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ระบุมุ่งเน้นกลยุทธ์ "Asset-Light" การกระจายความเสี่ยงจากทางเรือไปสู่ช่องทางการขนส่งทางอากาศและคลังสินค้าเพื่อสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตธุรกิจในระยะยาว

นายนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SINO เปิดเผยว่า บริษัทฯได้เปลี่ยนผ่านโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญหลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา โดยนำเงินระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ไปลงทุนตามแผนงานที่ได้แจ้งไว้เพื่อขยายจากผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือเป็นหลัก ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร (Integrated Logistics Service Provider) กลยุทธ์ที่บริษัทเลือกใช้คือโมเดลการลงทุนแบบสินทรัพย์ต่ำ (Asset-Light Model) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ธุรกิจคลังสินค้า ที่บริษัทเลือกใช้วิธีเช่าพื้นที่แล้วนำมาบริหารจัดการแทนการก่อสร้างเองทั้งหมด ตลอดจนการเข้าซื้อกิจการและการขยายสาขาในต่างประเทศ อาทิ ประเทศมาเลเซีย และเวียดนาม ภายใต้ชื่อ "Sino Worldwide" ซึ่งมีปริมาณการส่งออกจากทั้ง 2 ประเทศไปยังสหรัฐอเมริกาเติบโตขึ้นอย่างน่าจับตามอง เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในทุกมิติตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยยังคงโลจิสติกส์ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญสูงสุดเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน

ทั้งนี้แม้ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 นี้ พบว่าในไตรมาสแรก SINO เผชิญภาวะกดดันอย่างหนักจากอัตราค่าระวางเรือ (Freight Rate) ที่อยู่ในระดับต่ำมาก อีกทั้งยังมีภาระต้นทุนจากการเข้าลงทุนและปรับโครงสร้างของ บริษัท เอ.เอส.โลจิสติกส์ จำกัด (ASL) และ WLTG ในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ไตรมาสที่ 1/2569 มีกำไรสุทธิเพียง 2 ล้านบาท ซึ่งหากไม่มีการตั้งสำรองหรือรับรู้ผลขาดทุนจากการเปลี่ยนผ่านของ WLTG ประมาณ 3 ล้านบาท กำไรปกติจะอยู่ที่ 5 ล้านบาท

แม้จะต้องหักลบกับผลการดำเนินงานของ WLTG ที่ยังคงเผชิญภาวะขาดทุนจากการรอส่งมอบงานขนส่งข้ามประเทศในระยะแรกก็ตาม ทำให้รวมครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้รวมประมาณ 1,400 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสะสมอยู่ที่ประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขมาร์จิ้นที่ค่อนข้างบาง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีปัจจัยลบชั่วคราวสะกดรอยอยู่ แต่แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามรอบและกลไกตลาดค่าระวางที่เริ่มดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดย ธุรกิจการขนส่งสินค้าทางเรือ (Ocean Freight) ยังคงเป็นสัดส่วนรายได้หลักของ SINO โดยคิดเป็นประมาณ 87.4% ของพอร์ตรายได้รวมในปัจจุบัน ซึ่งลดลงจากปี 2568 ที่เคยสูงถึง 93% แต่การลดสัดส่วนนี้ไม่ได้เกิดจากปริมาณการขนส่งทางเรือที่น้อยลง แต่เกิดจากความสำเร็จของการขยายตัวในกลุ่มธุรกิจอื่นเข้ามาเติมเต็มสัดส่วนพอร์ตโฟลิโอ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาตลาดเผชิญความผันผวนอย่างมากจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและวิกฤตการณ์ทะเลแดง (Red Sea) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือของบริษัทเพียงเล็กน้อยประมาณ 3% เนื่องจากเส้นทางหลักของ SINO มุ่งเน้นไปที่สหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรปเป็นหลัก

สำหรับผลกระทบในเส้นทางตะวันออกกลาง บริษัทสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการส่งสินค้าไปลงที่ท่าเรือเจดดาห์ (Jeddah) ประเทศซาอุดีอาระเบีย แล้วใช้การขนส่งทางรถบรรทุกต่อข้ามดินแดนแทน เพื่อไม่ให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านภาษีศุลกากร (Tariffs) ของสหรัฐอเมริกา ได้กระตุ้นให้เกิดการเร่งส่งออกสินค้าปริมาณมหาศาลจากเอเชียไปยังสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ส่งผลให้ดัชนีค่าระวางเรือ (SCFI) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 และพุ่งไปแตะจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ระดับประมาณ 3,200 จุด

นอกจากนี้ สถานการณ์ภัยแล้งและข้อจำกัดของคลองปานามา (Panama Canal) ที่เป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญไปยังชายฝั่งตะวันออก (East Coast) ของสหรัฐอเมริกา ยังกลายเป็นปัจจัยเร่งให้อัตราค่าระวางเรือและพื้นที่ระวางเรือ (Space) ในไตรมาส 3/2569 หายากและมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี SINO ได้เตรียมความพร้อมโดยทำสัญญาจัดหาพื้นที่ระวางเรือกับสายการเดินเรือหลักไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 ทำให้มีปริมาณพื้นที่ตู้รองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างเพียงพอ โดยมีสัดส่วนสัญญาค่าระวางเรือแบบคงที่ (Fixed Contract) อยู่ที่ 30% และแบบลอยตัวตามราคาตลาด (Floating Contract) อยู่ที่ 70% ส่งผลให้บริษัทสามารถทำกำไรได้ดีขึ้นเมื่อค่าระวางตลาดปรับตัวสูงขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทสามารถบริหารจัดการปริมาณตู้สินค้าไปได้แล้วกว่า 27,000 ตู้ และมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ที่ 54,000 ตู้ได้อย่างแน่นอน

ด้าน ธุรกิจคลังสินค้า (Warehouse) ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตตัวใหม่ (Growth Engine) ที่เข้ามาช่วยเสริมสร้างอัตรากำไรให้สูงขึ้น ปัจจุบัน SINO มีคลังสินค้าให้บริการทั้งหมด 9 หลัง คิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 45,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในทำเลรอบพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งธุรกิจดังกล่าวได้เข้าไปเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานและตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าต่างประเทศที่ต้องการบริการเสริม (Value-added Services) เช่น การลากตู้คอนเทนเนอร์เข้ามาบรรจุและจัดระบบสินค้าที่คลังของ SINO ก่อนจะส่งออกทางเรือ พร้อมศึกษาการขยายคลังสินค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ นอกจากนี้ มีแผนลงทุนรถหัวลากเพิ่มอีก 10 คัน เป็นจำนวนรวม 30 คัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ ซึ่งการให้บริการจัดการสินค้าและพื้นที่คลังสินค้าในลักษณะนี้มีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 17% ซึ่งสูงกว่าอัตรากำไรเฉลี่ยของธุรกิจขนส่งทางเรือทั่วไปที่อยู่ประมาณ 14% ถึง 15% ทำให้ธุรกิจคลังสินค้าและบริการโลจิสติกส์สนับสนุนกลายมาเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มมาร์จิ้นโดยรวมของบริษัท

ในส่วนของธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Freight) SINO ได้ดำเนินตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ด้วยการเข้าซื้อกิจการบริษัท ASI (AS Logistics) เข้ามาเสริมพอร์ตในช่วงไตรมาส 3/2568 ที่ผ่านมา เพื่อขยายปริมาณการขนส่งทางอากาศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดตามที่สัญญาไว้แก่ผู้ถือหุ้น ปัจจุบันบริษัทได้จัดตั้งสายการบริหารงานเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ระวางกับสายการบินชั้นนำระดับโลกกว่า 17 สายการบินโดยตรง (อาทิ United Airlines (UA), Emirates (ED), Jine, All Nippon Airways (NH) และ Turkish Airlines (TK)) ครอบคลุมเส้นทางบินทั่วโลก การมีโควตาและสัญญาจองพื้นที่โดยตรงกับสายการบิน (Direct Space/Stock) ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและอัตรากำไรขั้นต้นในกลุ่มธุรกิจนี้ให้สูงขึ้นถึงระดับ 10% ขึ้นไป

นอกจากนี้ SINO ได้ปรับแผนยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกทางอากาศไปยังตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดหลักของ SINO นอกเหนือจากตลาดเอเชียที่เป็นฐานลูกค้าเดิมของ AS Logistics การเลือกใช้กลยุทธ์การซื้อกิจการขนาดกลางที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์กับสายการบินที่ดี แทนการเลือกซื้อบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนสูง ซึ่งเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันและการรักษาสมดุลอำนาจในการบริหารหลังควบรวมกิจการ โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการขนส่งทางอากาศขึ้นมาอยู่ที่ 5% จากรายได้รวมภายในปี 2569 นี้
“บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก Air Freight และ Logistics Support รวมกันเป็น 15% ภายในสิ้นปี 2570 จากประมาณ 12% ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 เพื่อปรับสัดส่วนรายได้ให้มีความหลากหลายและเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่มี Margin ที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน Sea Freight ยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ โดย SINO จะรักษาความแข็งแกร่งในเส้นทางไทย–สหรัฐฯ ควบคู่กับการขยายเส้นทาง Non-USA โดยเฉพาะเอเชียและยุโรป ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตที่ดี”นายนันท์มนัส กล่าว

สำหรับการรุกตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นภูมิภาคหลักที่รองรับปริมาณการส่งออกของ SINO สูงถึง 75% มาโดยตลอด บริษัทได้เข้าลงทุนใน Worldlink Transport Group (WLTG) ที่ตั้งอยู่ในลอสแอนเจลิส (LA) สหรัฐอเมริกา โดยเริ่มบันทึกงบการเงินรวมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปี 2569 นี้ แม้ในช่วงไตรมาสแรก WLTG จะยังมีปัญหาด้านการส่งต่องานและการขนส่งสินค้าที่ต้องใช้ระยะเวลาเดินทางทางเรือประมาณ 1-2 เดือนกว่าจะถึงที่หมาย ส่งผลให้บริษัทต้องแบกรับต้นทุนการดำเนินงานโดยไม่มีรายได้เข้ามาในระยะแรก และบันทึกผลขาดทุนสะสม ที่ส่งผลต่อภาพรวมกำไรในไตรมาสแรก แต่การลงทุนดังกล่าวเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เข้ามาช่วยลดต้นทุนค่าจ้างตัวแทนในสหรัฐอเมริกา (Agent Costs) เปลี่ยนค่าใช้จ่ายให้กลายเป็นรายได้กลับคืนสู่กลุ่มบริษัทตามกลยุทธ์การย้ายกระเป๋าเงินซ้ายเข้ากระเป๋าขวา ทั้งนี้ SINO คาดว่า WLTG จะสามารถก้าวข้ามจุดคุ้มทุน (Break-Even) และเริ่มสร้างผลกำไรสุทธิกลับคืนมาได้ภายในเดือนกันยายนนี้อย่างแน่นอน

“สัดส่วนการขนส่งสินค้าในเส้นทาง Non-USA เพิ่มขึ้นเป็น 47% ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 จาก 36% ณ สิ้นปี 2568 สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ที่ 45% ภายในสิ้นปี 2569 สะท้อนความคืบหน้าของกลยุทธ์กระจายเส้นทางขนส่ง ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดหลักและจุดแข็งสำคัญของบริษัทฯ นอกจากนี้ยังได้เสริมทีมงานฝ่ายขายของ WLT Logistics Inc. dba World Link Transport Group (World Link) ในสหรัฐฯ เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาส Cross-selling ระหว่างเครือข่ายไทยและสหรัฐฯ โดยบริษัทฯ ยังคงเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 ที่ประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯมุ่งสู่การเป็น Integrated Logistics Provider โดยเชื่อมโยงบริการ Sea Freight, Air Freight, Road Freight, Warehouse และบริการสนับสนุนโลจิสติกส์เข้าด้วยกัน พร้อมสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจในกลุ่มและเครือข่ายต่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและขยายฐานลูกค้าในระยะยาว”นายนันท์มนัส กล่าว

ทางด้านสายการดำเนินงานขนส่งภายในประเทศและงานพิธีการศุลกากร (Customs Clearance) ผ่านบริษัทลูกอย่าง Intercational Logistic ยังคงเดินหน้าขยายการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริการภาคพื้นดินในประเทศและการให้บริการขนส่งข้ามพรมแดน (Cross-Border Transport) ไปยังมาเลเซียและกัมพูชา แม้ในช่วงที่ผ่านมาการขนส่งในเส้นทางไทย-กัมพูชาจะเผชิญปัญหาอุปสรรคและขาดรายได้ไปบางส่วน แต่เส้นทางไทย-มาเลเซียยังคงเติบโตและวิ่งงานได้อย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกัน บริษัทยังให้บริการดำเนินพิธีการศุลกากรสำหรับตู้สินค้าซึ่งเป็นกลุ่มบริการที่สร้างมาร์จิ้นสูง และเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น บริษัทได้ทำการเพิ่มรถหัวลากคอนเทนเนอร์ไปแล้ว 5 คันในช่วงครึ่งปีแรก และมีแผนที่จะจัดหาเพิ่มอีก 5 คันในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อผลักดันมาร์จิ้นของธุรกิจขนส่งทางบกให้ขยับสูงขึ้น

นายนันท์มนัส กล่าวเพิ่มเติมถึง ภาพรวมงบการเงินและโครงสร้างรายได้ในอนาคต -ของ SINO โดยตั้งเป้าหมายรักษารายได้รวมทั้งปีไว้ที่ 3,500 ล้านบาทตามกรอบเดิม และคาดการณ์ว่าอัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 จะสามารถปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2- 3% จากครึ่งปีแรกที่ค่อนข้างบาง ปัจจัยสนับสนุนหลักจะมาจากทิศทางค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลส่งออกสูงสุด (Peak Season) สำหรับสินค้าเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่เพื่อป้อนเข้าสู่สหรัฐอเมริกาและยุโรป บริษัทคาดหวังว่าการบริหารจัดการโครงสร้างกลุ่มธุรกิจโดยการลดความเสี่ยงที่พึ่งพาทางเรือเป็นหลัก และการปรับพอร์ตรายได้ใหม่ โดยคาดหวังว่าจะปรับสัดส่วนการขนส่งทางเรือให้อยู่ที่ 80% และเพิ่มสัดส่วนขนส่งทางอากาศเป็น 5% และเพิ่มส่วนบริการสนับสนุนโลจิสติกส์บกและคลังสินค้าขึ้นเป็น 12% ของพอร์ตรายได้รวม จะทำให้อัตรากำไรสุทธิของ SINO มีเสถียรภาพและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในปีถัดไป

ด้าน นายกวิล กฤษเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SINO กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ฟื้นตัวชัดเจนจากไตรมาสก่อน โดยมีรายได้รวม 804 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% และมีกำไรสุทธิ 10 ล้านบาท เทียบกับประมาณ 2 ล้านบาทในไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณขนส่งสินค้าทางทะเลที่เพิ่มขึ้นเป็น 15,034 TEUs เติบโต 17% จากไตรมาสก่อน และทำสถิติสูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส
สำหรับงวด 6 เดือนแรก บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,405 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 12 ล้านบาท ชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากระดับค่าระวางเฉลี่ยในช่วงต้นปีที่ต่ำกว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับการขยายธุรกิจและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่ปีก่อนมีรายการกำไรพิเศษจากการขายที่ดิน อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15.1% จาก 14.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและการปรับสัดส่วนงานบริการไปสู่กลุ่มธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น ขณะที่บริษัทฯ ยังคงมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 0.89 เท่า และไม่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย