“พิพัฒน์” ลุย ICD ลาดกระบัง! สั่งปลดล็อกคอขวดครั้งใหญ่ เชื่อม “ถนน–ราง–ท่าเรือ” ลดต้นทุนโลจิสติกส์
คมนาคม

“พิพัฒน์” ลุย ICD ลาดกระบัง! สั่งปลดล็อกคอขวดครั้งใหญ่ เชื่อม “ถนน–ราง–ท่าเรือ” ลดต้นทุนโลจิสติกส์

“พิพัฒน์” ลงพื้นที่ ICD ลาดกระบัง–สถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า สางปัญหาค้างยาว สั่งทุกหน่วยงานบูรณาการระบบ “ถนน–ราง–ท่าเรือ” ตั้งแต่ทางเข้า–ออก พื้นที่พักคอย ไปจนถึงแหลมฉบัง หวังลดเวลา ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพขนส่งไทย

วันนี้ (4 กันยายน 2569) เวลา 14.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงาน สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง (ICD ลาดกระบัง) และ สถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน ทั้งทางเข้า–ออก การจราจร โครงสร้างพื้นฐาน การบริหารพื้นที่ และระบบขนส่งตู้สินค้า

โจทย์สำคัญคือการทำให้ระบบโลจิสติกส์เชื่อมต่อกันตั้งแต่ รถบรรทุก → ICD → รถไฟ → ท่าเรือแหลมฉบัง ลดการขนส่งที่ซ้ำซ้อน ลดต้นทุน และเพิ่มความแน่นอนให้กับผู้ประกอบการ

“ร่มเกล้า” 225 ไร่ เร่งยกระดับสู้เอกชน

นายพิพัฒน์ระบุว่า ICD ลาดกระบังและสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้าเป็นจุดยุทธศาสตร์ของระบบโลจิสติกส์กรุงเทพฯ และภาคตะวันออก การแก้ปัญหาจึงต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะจุด

สำหรับสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการขนส่งทางบก มีพื้นที่ประมาณ 225 ไร่ ทำหน้าที่รองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ พักคอย รับ–ส่ง และเปลี่ยนถ่ายสินค้า ก่อนกระจายเข้าสู่พื้นที่เมืองด้วยรถขนาดเล็ก

ปัจจุบันชานชาลาขนถ่ายสินค้ามีการใช้พื้นที่ประมาณ 75% และคลังสินค้าประมาณ 72%

“พิพัฒน์” จึงสั่งเร่งปรับปรุงทั้งถนน ระบบความปลอดภัย ระบบตรวจสอบรถเข้า–ออก พื้นที่พักคอย และการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมหาแนวทางสร้างรายได้กลับมาดูแลและพัฒนาสถานี เพื่อลดการพึ่งพางบประมาณรัฐ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับ Truck Terminal ของเอกชน

จ่อเปิด Ramp เข้า M7 ตรงสู่ชลบุรี แก้รถติดหน้าด่าน

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่คือการเข้า-ออกพื้นที่ ICD และสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า โดยเฉพาะรถบรรทุกที่ต้องการเดินทางไปชลบุรี ซึ่งปัจจุบันต้องวิ่งเข้าทางกรุงเทพฯ ก่อนกลับรถ ส่งผลให้เกิดรถสะสมและกระทบการจราจรบน มอเตอร์เวย์ M7

กรมทางหลวงจึงเดินหน้าก่อสร้าง Ramp เชื่อมเข้าสู่ M7 ฝั่งมุ่งหน้าชลบุรีโดยตรง เริ่มสัญญา 1 สิงหาคม 2569 และกำหนดแล้วเสร็จ 28 มีนาคม 2570

เมื่อก่อสร้างเสร็จ คาดว่าจะเพิ่มความสามารถรองรับรถจากประมาณ 930 คัน/ชั่วโมง เป็น 1,194 คัน/ชั่วโมง

แต่ “พิพัฒน์” ย้ำว่า Ramp เพียงจุดเดียวไม่เพียงพอ พร้อมสั่ง กรมทางหลวง-รฟท.-กรมการขนส่งทางบก-สนข. จัดระบบจราจรใหม่ทั้งพื้นที่ ตั้งแต่ทางเข้า–ออก จุดกลับรถ พื้นที่พักคอย ไปจนถึงการหมุนเวียนรถภายใน เพื่อไม่ให้ปัญหาจาก ICD กลายเป็นคอขวดย้อนกลับไปกระทบ M7

รถไฟโตต่อเนื่อง! ICD-แหลมฉบังแตะ 4.97 แสน TEUs

ด้านระบบรางถือเป็นอีกเครื่องยนต์สำคัญของ ICD ลาดกระบัง โดยปริมาณขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟเส้นทาง ICD ลาดกระบัง–แหลมฉบัง เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

* ปีงบประมาณ 2564: 386,763 TEUs

* ปีงบประมาณ 2568: 497,805 TEUs

* ปีงบประมาณ 2569: 436,598 TEUs ณ 31 สิงหาคม 2569

นับตั้งแต่ ICD ลาดกระบังเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2539 มีปริมาณขนส่งตู้สินค้ารวมทั้งทางรางและทางถนนแล้วกว่า 33.96 ล้าน TEUs แบ่งเป็นทางรถไฟ 10.61 ล้าน TEUs และทางถนน 23.35 ล้าน TEUs

มีการเดินรถไฟรวมกว่า 203,327 ขบวน สร้างรายได้ค่าระวางสะสมประมาณ 11,260 ล้านบาท และรายได้ค่าสัมปทานประมาณ 11,194 ล้านบาท

ยิ่งไปกว่านั้น การขนส่งผ่านระบบ Single Rail Transfer Operator (SRTO) ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 มีปริมาณ 483,350 TEUs สูงกว่าเป้าหมาย 16% และคาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 566,912 TEUs สูงกว่าเป้าหมาย 13.4%

เร่งเคลียร์ปม PPP หลังสัมปทานหมดนานกว่า 10 ปี

อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาเร่งแก้คือการบริหาร ICD หลังสัมปทานเดิมของทั้ง 6 สถานีสิ้นสุดตั้งแต่ปี 2554 และกระบวนการสรรหาเอกชนรายใหม่ลากยาวมาหลายปี

นายพิพัฒน์สั่งการให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เร่งเดินหน้าโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP ให้เกิดข้อยุติโดยเร็ว

ตามกรอบปัจจุบัน รฟท. ตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน กรกฎาคม 2570 โดยกำหนดอายุสัญญาร่วมลงทุน 20 ปี

เอกชนจะลงทุนปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางประมาณ 252.7 ล้านบาท และจัดหาเครื่องมือยกขนตู้สินค้า หรือ RMG ประมาณ 927.1 ล้านบาท รวมเงินลงทุนเริ่มแรกประมาณ 1,179 ล้านบาท

ขณะที่ รฟท.คาดว่าจะมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของรายได้ค่าสัมปทานตลอด 20 ปีประมาณ 3,819 ล้านบาท และกำหนดสัดส่วนการขนส่งทางรางไม่น้อยกว่า 50% ต่อปี เพื่อดึงตู้สินค้าจากถนนเข้าสู่ระบบรางให้มากขึ้น

ทุกจุดต้องเชื่อมถึงกัน” ลดรถบรรทุก ลดต้นทุน เพิ่มขีดแข่งขัน

นายพิพัฒน์ ย้ำว่า ปัญหาที่สะสมมานานต้องมีทางออกที่ชัดเจน โดยผู้ประกอบการต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่รถเข้า–ออกสะดวกขึ้น ลดเวลารอ ลดต้นทุน และสามารถวางแผนการขนส่งได้แม่นยำขึ้น

ขณะที่ระบบรางต้องสามารถรองรับปริมาณสินค้าได้มากขึ้น และเชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบังอย่างมีประสิทธิภาพ

“เราต้องทำให้ทุกจุดเชื่อมถึงกัน รถบรรทุกเข้าพื้นที่ต้องไม่ติด ตู้สินค้าต้องเปลี่ยนขึ้นรางได้เร็ว รถไฟต้องตรงเวลา และไปถึงท่าเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

กระทรวงคมนาคมจึงมอบหมายให้ทุกหน่วยงานจัดทำ กรอบการดำเนินงานและไทม์ไลน์ร่วมกัน ครอบคลุมทั้งการแก้ทางเข้า–ออก M7 การปรับปรุงสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า การจัดระเบียบรถบรรทุก การเร่ง PPP ของ ICD การเพิ่มประสิทธิภาพระบบราง และการเชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง

เป้าหมายคือเปลี่ยนปัญหาที่ค้างมานานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมยกระดับ ICD ลาดกระบัง ให้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และลดผลกระทบจากรถบรรทุกต่อประชาชนและการจราจรในกรุงเทพฯ

You can share this post!