news-details
Business

SCGD ประกาศแผนเจาะกลยุทธ์เร่งสร้างการเติบโต 2 เท่า ภายใน 5 ปี เล็งขยายฐานรง.ผลิตกระเบื้องเซรามิก ในเวียดนามใต้ รองรับสัดส่วนรายได้ตลาดตปท.เพิ่มเป็น 56%

“เอสซีจี เดคคอร์” เผยภาพรวมตลาดวัสดุตกแต่งผิว มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ-ผู้บริโภค เนื่องจากเป็นวัสดุที่ทดแทนไม้ได้ดี ประกาศแผน 5 ปี เจาะกลยุทธ์เร่งสร้างการเติบโต 2 เท่า คาดการณ์ตลาดไทย-อาเซียนฟื้นตัวระยะสั้น เตรียมความพร้อมธุรกิจสุขภัณฑ์ พร้อมเร่งเจรจาจับมือพันธมิตรหลายราย รุกขยายธุรกิจวัสดุปิดผิวและตกแต่ง ล่าสุด เริ่มเดินการผลิตที่โรงงานแผ่นปูพื้น SPC LT by COTTO รายแรก รายเดียวในไทย ชูจุดแข็งด้านซัพพลายเชนและนวัตกรรมรักษ์โลก เริ่มสตาร์ทเครื่องกำลังการผลิต 1.8 ล้านตารางเมตรต่อปี จ่อชิงส่วนแบ่งตลาดกว่า 500 ล้านบาท  ตั้งเป้าปรับสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 56% และประเทศไทยเหลือเพียง 44% จากแผนรุกขยายฐานตลาดต่างประเทศมากขึ้น แย้มสนใจขยายฐานโรงงานผลิตกระเบื้องเซรามิกในเวียดนามใต้ ในรูปแบบ M&A ช่วยเดินหน้าการผลิตได้เร็ว

 

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิว และสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยถึง ภาพรวมตลาดอสังหาฯในประเทศไทยว่า ยังดีอยู่ เพียงแต่ไม่ค่อยมีกำลังซื้อ เพราะสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ และมียอด Reject ที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีกำลังซื้อจากประเทศอื่นๆมาทดแทนจีน ซึ่งเชื่อว่าคอนโดฯยังไปต่อไป คาดว่าไตรมาส3-4 กระเตื้องขึ้นเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทฯเป็นบวก  ขณะที่ภาพรวมตลาดวัสดุตกแต่งผิวนั้น ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี สามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้ดี เนื่องจากเป็นวัสดุที่ทดแทนไม้ได้ดี ไม่บวมน้ำ และไม่มีปัญหาเรื่องปลวกกัดแทะ เชื่อว่าตลาดทั้งในและต่างประเทศยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับความคืบหน้าของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตเติบโต 2 เท่า ตามเป้าหมายภายในปี 2030 ว่า แม้ว่าเศรษฐกิจในประเทศไทยและแต่ละประเทศมีการขยายตัวไม่เป็นไปตามอัตราที่คาดการณ์ไว้  แต่บริษัทฯ ยังคงสามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านต้นทุนจากการผนึกกำลังทุกบริษัทภายในกลุ่มธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง  โดยอยู่ในระหว่างการเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน เช่นเดียวกับการขยายธุรกิจวัสดุปิดผิวและตกแต่ง และสินค้านวัตกรรมหลากหลายประเภทในกลุ่ม Decor Surface Materials บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าเจรจาความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจหลายราย ควบคู่ไปกับการศึกษาลงทุนโครงการต่างๆ ปัจจุบัน มีโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจาประมาณ 5-6 โครงการ เป็นโครงการในประเทศ 1-2 โครงการ ส่วนที่เหลือเป็นโครงการร่วมลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะเริ่มทยอยประกาศรายละเอียดและเปิดเผยต่อไปตามขั้นตอนภายในปีนี้ เมื่อมีความชัดเจนมากขึ้น ากการเจรจาเป็นไปตามแผนในภาพรวมจะสามารถเร่งสร้างการเติบโต 2 เท่า หรือ 58,000 ล้านบาทได้ภายใน 5 ปี จากปี 2566 ที่ผ่านมามีรายได้ที่ 28,312 ล้านบาท ในปี 2567 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 30,000 ล้านบาท

 

ในส่วนของการเติบโตตามความต้องการของตลาด บริษัทฯ มีการลงทุนในโครงการที่สอดคล้องกับกลยุทธ์สำคัญมาโดยตลอด ทั้งโครงการขยายกำลังการผลิต การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่ออนาคต อีกทั้งยังเคร่งครัดในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่นำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทฯและที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นและการใส่ใจยึดถือประโยชน์ที่มีต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายโดยเฉพาะนักลงทุนและผู้ถือหุ้น  โดยมีโครงการที่อยู่ในระหว่างเดินเครื่องทดสอบการผลิตในเดือนกรกฎาคม คือ โรงงานแผ่นปูพื้น SPC LT by COTTO ภายใต้งบลงทุน 138 ล้านบาท มีกำลังการผลิต 1.8 ล้านตารางเมตรต่อปี คาดว่าจะสามารถผลิตแผ่นปูพื้น SPC ป้อนตลาดในประเทศได้หลังจากนั้น

 

“SCGD เป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวที่มีสายการผลิตแผ่นปูพื้นและตกแต่งผนัง SPC ในประเทศไทยเป็นของตนเอง ตนเอง ผ่านการดำเนินการของบริษัท SCG Ceramics หรือ COTTO ทำให้เรามีข้อได้เปรียบในเรื่องของการบริหารจัดการซัพพลายเชน ช่วยลดระยะเวลาการรอสินค้าให้สั้นลง และลดค่าขนส่งระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าและควบคุมคุณภาพสินค้าได้ดีกว่า สอดคล้องกับกลยุทธ์การสร้างรายได้และเติบโตจากการขยายธุรกิจวัสดุปิดผิวและตกแต่งประเภทใหม่ ๆ  โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะผลักดันยอดขาย ด้วยการโปรโมทสินค้าภายใต้แบรนด์ COTTO ที่มีบริการติดตั้งครบวงจรจากทีมช่างคุณภาพ และขยายตลาดไปยังช่องทางอื่นนอกเหนือจากงานโครงการ B2B เช่น ขยายช่องทางไปยัง B2C ที่เป็นค้าปลีกมากขึ้น ผ่านเครือข่ายร้านผู้แทนจำหน่ายที่เรามีทั้งหมด คาดว่าจะเพิ่มส่วนแบ่งจากตลาดแผ่นปูพื้นไวนิลระดับบน หรือ SPC/LVT ทั้งในประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่มีมูลค่ารวมประมาณ 8,000 ล้านบาท” นายนำพล กล่าว

 

ในด้านของกระบวนการผลิตแผ่นปูพื้นและตกแต่งผนัง SPC จาก LT by COTTO  บริษัทฯ ได้นำประสบการณ์และเทคโนโลยีการผลิตมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการติดตั้งระบบดูดกลิ่น (Air purifier) ระบบดักจับฝุ่น (Dust collector) ที่เกิดจากกระบวนการผลิต รีไซเคิลของเสียที่เกิดจากกระบวนกระบวนการรีด (Extrusion) กระบวนการตัด และการเซาะร่อง (Cutting and Slotting) นอกจากนี้ SPC เป็นสินค้าประเภทไม่ผ่านการเผา ไม่มีการใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติ จึงไม่ปล่อย CO2 เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ  นอกจากจะเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์และสอดรับกับเทรนด์รักษ์โลกแล้ว ยังถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวของ SCGD เนื่องจากเป็นวัสดุปูพื้นและบุผนังประเภทใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

 

 “ปัจจุบันสินค้านวัตกรรมและสินค้ารักษ์โลกของ SCGD ส่วนใหญ่ยังขายอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก และยังมีโอกาสอีกมากที่จะนำสินค้าเหล่านี้รุกเข้าไปทำการตลาดในอาเซียน  แต่ในสถานการณ์ที่ยังคงรอตลาดฟื้นตัว สิ่งที่เราดำเนินการ คือ ปรับแผนการดำเนินธุรกิจให้เหมาะกับสถานการณ์ตลาดในแต่ละประเทศ โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต  ที่สำคัญ บริษัทฯ ยังได้เร่งเจรจากับกลุ่มพันธมิตร เพื่อให้มีความคืบหน้าในเรื่องการร่วมลงทุนขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ ธุรกิจวัสดุปิดผิวและวัสดุตกแต่งหลากหลายประเภท ทั้งนี้ หากตลาดอาเซียนพลิกฟื้นในระยะสั้นก็จะยิ่งส่งผลดีต่อการเจรจาโครงการความร่วมมือต่าง ๆ และจะช่วยหนุนเร่งสร้างการเติบโต 2 เท่าให้เป็นไปตามแผนงานภายใน 5 ปี ได้” นายนำพล กล่าว

 

โดยที่ผ่านมาตลาดกระเบื้องเซรามิกในประเทศสามารถสร้างรายได้ในสัดส่วน 60-65% ที่เหลือเป็นรายได้จากต่างประเทศ คือ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย แต่ภายในระยะเวลา 5 ปี ได้ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 56% และประเทศไทยเหลือเพียง 44% เนื่องจากบริษัทฯมีแผนที่จะขยายฐานตลาดต่างประเทศมากขึ้น รวมไปถึงเล็งที่จะขยายโรงงานผลิตโรงงานกระเบื้องเซรามิก ในประเทศเวียดนาม ตอนใต้ เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีโรงงานอยู่ที่เวียดนาม ตอนเหนือ และกลางแล้ว ซึ่งการสนใจที่จะขยายโรงงานที่ทางตอนใต้นั้น มองว่าเวียดนามมีประชากร 100-110 ล้านคน และโครงสร้างประชากรมีหนุ่มสาวมาก ทำให้ระยะกลาง-ยาว มีโอกาสเติบโตสูง

 

ดังนั้นบริษัทฯจึงมีแผนที่จะเพิ่มโรงงานการผลิตเซรามิค ในเวียดนามตอนใต้ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูล ว่าจะเป็นการลงทุนใหม่ หรือดำเนินการในรูปแบบของการควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions : M&A) ซึ่งแนวโน้มให้ความสนใจในรูปแบบของ M&A มากกกว่า เพราะหากเจรจาประสบความสำเร็จ ก็สามารถลงทุนได้เลยในปีนี้หรือปีถัดไป ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการโรงงานนำมาเสนอบ้างแล้ว โดยบริษัทก็เปิดกว้างสำหรับโรงงานต่างๆ ทั้งที่ไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินโรงงาน หรือประสบความสำเร็จในการดำเนินโรงงานแต่ต้องการขยายธุรกิจ แต่หากเป็นการลงทุนเอง ก็จะต้องบวกไปอีก 1 ปี หรือ 1.5 ปี หลังจากซื้อหรือเช่าที่ดินสำเร็จ ซึ่งหากมีความชัดเจน โรงงานแห่งใหม่ที่เวียดนามตอนใต้ จะมีกำลังการผลิตใกล้เคียงกับเวียดนามตอนกลาง คือที่ประมาณ 10 ล้านตารางเมตร/ปี  ปัจจุบันมีโรงงานผลิตกระเบื้องเซรามิก ที่ต่างประเทศคือ ที่เวียดนาม กำลังการผลิต 83 ล้านตารางเมตร มากกว่าประเทศไทยเล็กน้อย ซึ่งอยู่ที่ 80 ล้านตารางเมตร ,รองลงมาเป็นฟิลิปปินส์ 12.6 ล้านตารางเมตร และอินโดนีเซีย 11.6 ล้านตารางเมตร

 

 

 

 

You can share this post!