บอร์ด LPN มีมติแต่งตั้ง“ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์” ทายาท“ชาญยุทธ ฉัตรพิริยะพันธ์” ขึ้นแท่น CEO วางแนวทางสร้างองค์กรสู่ยุคใหม่ มีผล 16 ส.ค.67
อสังหาริมทรัพย์

บอร์ด LPN มีมติแต่งตั้ง“ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์” ทายาท“ชาญยุทธ ฉัตรพิริยะพันธ์” ขึ้นแท่น CEO วางแนวทางสร้างองค์กรสู่ยุคใหม่ มีผล 16 ส.ค.67

ภายหลังจากที่กลุ่ม “นายชาญยุทธ ฉัตรพิริยะพันธ์” ผู้ปลุกปั้นธุรกิจรีไซเคิล “ไคฮวดจั่น” ในนาม บริษัท ไคฮวดจั่นโลหะกิจ มีนบุรี จำกัด จนเติบโตแบบก้าวกระโดด และได้เป็นธุรกิจรับซื้อ-ส่งออกขยะรีไซเคิลอันดับหนึ่งของประเทศ เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เมื่อต้นปี 2567 ที่ผ่านมา จนกระทั่งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมาได้มีการประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยบอร์ดฯ มีมติแต่งตั้ง “นายอภิชาติ เกษมกุลศิริ” ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) แทนนายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ที่เกษียณอายุ ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา โดย LPN และบริษัทในเครือ ก็ยังมีการดำเนินธุรกิจพัฒนาโครงการใหม่-รับบริหารโครงการอย่างต่อเนื่อง

และล่าสุดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา LPN ได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่อีกครั้ง เพื่อก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เพื่อวางแนวทางสร้างองค์กรสู่ยุคใหม่ โดยบอร์ดมีมติแต่งตั้ง “นางสาวดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์” บุตรสาวคนที่ 2 ของ “นายชาญยุทธ ฉัตรพิริยะพันธ์” ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer: CEO) ซึ่งมีผลวันที่ 16 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไป ตามที่ได้มีการแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 ของ LPN นี้ นับว่าอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมตามแนวทางที่บริษัทวางไว้ โดยนางสาวดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์” จะดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer: CEO) แทน “นายอภิชาติ เกษมกุลศิริ” ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการบริษัท ให้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่  16 สิงหาคม 2567

สำหรับผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 บริษัทมีรายได้รวมจากการดำเนินงาน (Revenue) อยู่ที่ 3,785 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 6% (YoY) จากครึ่งปีแรก 2566 ที่ 3,564 ล้านบาท โดย ณ สิ้นปี 2566 บริษัทมีทุนจดทะเบียน 1,454 ล้านบาท และมีกําไรสะสมตลอด 30 ปี ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 11,959 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าว ทำให้บริษัทสามารถลงทุนเพิ่มเติมทั้งในธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจอื่นๆ ได้ ส่งผลให้สามารถสร้างรายได้ได้ในระยะยาว

 

 

You can share this post!