news-details
Business

รพ.สัตว์ทองหล่อ ประกาศแผนปี 67 ผุด 2 สาขาใหม่ รวมมูลค่า 100 ล้านบาท ภายใน 3 ปี สนใจขยายฐานตลาดอินโดฯ-มาเลย์ ตั้งเป้าสู่ Hub เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ คาดการณ์ภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงปี 67 โตลดลงเหลือ 9% จากสภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ประชาชนระวังการใช้จ่าย ไม่เพิ่มจำนวนสัตว์เลี้ยง ส่งผลยอดขายอาหารสัตว์-สัตว์เลี้ยงในฟาร์มหดตัว ขณะที่โรงพยาบาลสัตว์มีเปิดตัวใหม่ต่อเนื่อง แผนปีนี้ขยายใหม่ 2 สาขา เม็ดเงินลงทุนรวม 100 ล้านบาท ส่วนตลาดต่างประเทศปี 68 จ่อขยายสาขา 2 ในเวียดนาม เผยอีก 3 ปี สนเปิดตัวสาขาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อเนื่อง ทั้งมาเลเซีย-อินโดนีเซีย ล่าสุดฉลองครบรอบ 30 ปี เดินหน้าสู่ความเป็นเลิศในการดูแลสุขภาพ-ยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจที่เป็นได้มากกว่าโรงพยาบาลสัตว์ ขยายธุรกิจ Pet hospital และ Pet well being ควบคู่การจับมือกับพันธมิตรทั้งโรงพยาบาลสัตว์ด้วยกันและกลุ่มธุรกิจอื่น พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ของสัตวแพทย์ ยกระดับวงการวิชาชีพสัตวแพทย์ วางเป้าสู่การเป็น Hub ใน South East Asia อนาคต

 

สัตวแพทย์หญิง กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เปิดเผยว่า ในปี 2568 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มที่ (Aging Society) โดยพบว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะมีสัดส่วนมากกว่า 20% และในช่วงวิกฤติโควิด-19 ทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป หันมาเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนมากขึ้น ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2563-2565 ตลาดสัตว์เลี้ยงมีอัตราการเติบโตตั้งแต่ 12-16% โดยจำนวนสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยในส่วนของสุนัขและแมว มีประมาณ 20 ล้านตัว แบ่งเป็นสุนัขประมาณ 12 ล้านตัว และแมว ประมาณ 8 ล้านตัว แต่หลังวิกฤติโควิด-16 อัตราการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงได้ลดลงมาเหลือ 10% ในปี 2566 และคาดว่าในปี 2567 ภาพรวมตลาดจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 9% โดยมีมูลค่าตลาดรวมทั้งสินค้าและบริการประมาณ 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากปี 2567 นี้ ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ประชาชนมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย จากข้อมูลของพันธมิตรพบว่ายอดขายอาหารสุนัขและแมว ลดลง ขณะที่คนเริ่มไม่เลี้ยงสุนัขและแมวเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยพบว่า จำนวนที่อยู่อาศัย 10 ยูนิต มีผู้เลี้ยงสัตว์เพียง 1.5 ยูนิตเท่านั้น ส่วนเจ้าของฟาร์มก็ประสบปัญหาสัตว์เลี้ยงที่เพราะพันธุ์เริ่มขายได้ยากขึ้น ซึ่งภาพดังกล่าวเริ่มเห็นตั้งแต่ปี 2566 ที่ผ่านมาแล้ว ส่วนตลาดคอนโดฯเลี้ยงสัตว์นั้น ขณะนี้ยังไม่ทราบข้อมูลว่ามีตัวเลขที่ลดลงหรือไม่

 

ขณะที่มูลค่าตลาดรวมโรงพยาบาลสัตว์ในประเทศไทยมีประมาณ 30,000 ล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ซึ่งเป็นภาคเอกชน จะมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 8-9% จากปัจจุบันที่มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ผลิตนักศึกษาที่เป็นสัตวแพทย์ ต่างเปิดให้บริการรักษาสัตว์เลี้ยงเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้แข่งขันเชิงพาณิชย์เหมือนกับโรงพยาบาลของภาคเอกชน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีโรงพยาบาลรักษาสัตว์รวมประมาณ 3,500 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นระดับ Primary หรือขนาด S สัดส่วนประมาณ 80% ระดับ Seconidary หรือขนาด M สัดส่วน 15 % และระดับ Pertiary หรือขนาด L สัดส่วน 5 %

ปัจจุบันผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยมีทุกช่วงวัยตั้งแต่ Baby Boomer จนถึง Gen Alpha ซึ่งมีความต้องการการบริการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการเลี้ยงแมวในสัดส่วนที่มากขึ้น จากข้อมูลเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมา คนไทยจะเลี้ยงแมวในสัดส่วนที่ 20% และสุนัข 80% แต่ปัจจุบันเลี้ยวแมวเพิ่มเป็น 40% และสุนัข 60% เนื่องจากแมวเลี้ยงง่ายกว่าสุนัขที่เห่าเสียงดัง โดยปัจจุบันอัตราค่าใช้จ่ายสัตว์ใหญ่ที่มาใช้บริการรักษา ทำกิจกรรม และค่าอาหาร โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 28,000-29,000 บาท/ปี ส่วนสัตว์เล็กจะอยู่ที่ประมาณ 24,000-26,000 บาท/ปี

สำหรับทิศทางและนโยบายการดำเนินธุรกิจในปี 2567 นี้ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อจะมุ่งสู่การดำเนินธุรกิจที่เป็นมากกว่าโรงพยาบาลสัตว์ พร้อมเติบโตไปด้วยกันกับกลุ่มพันธมิตร ทั้งการเข้าไปร่วมทุนและร่วมบริหารจัดการหลังบ้าน ซึ่งในปีนี้ ได้เข้าไปบริหารจัดการให้พันธมิตรทั้งหมด 8 ราย เป็นพันธมิตรในกทม. 4 ราย และ ต่างจังหวัด 4 ราย  แบ่งการดำเนินธุรกิจเป็น 2 ด้าน ได้แก่

1.Pet Hospital การร่วมทุนกับ partnership การเปิดศูนย์รับส่งต่อโรคซับซ้อน (Referral center) ให้ความสำคัญกับการรักษาโรคเฉพาะทาง โดยมีสำนักงานใหญ่และสาขาขนาดใหญ่ที่รองรับการรับตัวส่งต่อ เพื่อทำการวินิจฉัยรักษาและส่งกลับโรงพยาบาลต้นทาง ไม่ต่างจากโรงพยาบาลที่รักษาคน เพื่อให้สัตว์เลี้ยงได้รับบริการอย่างดีที่สุด

2.Pet well being เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยง เช่น บริการ Grooming, Pet swimming pool, Pet park และสินค้าสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูง Dr.Choice รวมทั้งมีความร่วมมือกับพันธมิตรกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่มาจากหลายอุตสาหกรรม เนื่องจากมีฐานลูกค้ากลุ่มใกล้เคียงกันจากการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยง และการเลี้ยงสัตว์เป็นสมาชิกในครอบครัวไม่ว่าจะเป็น กลุ่มธนาคาร กลุ่มหมู่บ้าน และคอนโดมิเนียม รวมถึงคอมมูนิตี้มอลล์ต่าง ๆอีกด้วย

อย่างไรก็ตามในปี 2568 โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ คาดว่าจะเข้าไปบริหารจัดการหลังบ้านให้พันธมิตรอีกประมาณ 10 ราย ความคืบหน้าขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจา จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

 

ด้านแผนการขยายสาขา มีการขยายสาขาเพิ่มทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการคนรักสัตว์เลี้ยงที่มีมากขึ้น โดยปัจจุบันโรงพยาบาลทองหล่อมีสาขารวม 20 แห่ง แบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพฯ 16 แห่ง และต่างจังหวัด 4 แห่ง คือ ระยอง,พัทยา และเชียงใหม่ 2 แห่ง โดยในปีนี้ทางโรงพยาบาลมีแผนเปิดตัวโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่ง โดยแห่งที่ 20 เปิดไปแล้ว คือ สาขาเชียงใหม่ แอร์พอร์ต ใช้งบลงทุนประมาณ 85 ล้านบาท และกำลังจะเปิดสาขาอโศก-ประสานมิตร บริเวณสุขุมวิท 31 ซึ่งเป็นสาขาที่ 21 ในช่วงต้นเดือนตุลาคม เป็นอาคารสูง 5 ชั้น มีพื้นที่ประมาณ 400-500 ตารางเมตร โดยใช้งบลงทุนประมาณ 15 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ในปีนี้มีรวมทั้งสิ้น 21 สาขา มีสัตวแพทย์รวม 200 คน และพนักงานประมาณ 1,100 คน และในช่วงปลายปี 2567 ได้เตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่กับ paw and pal pet park ภายใต้คอนเซ็ปต์ pet and human friendly community ที่สำนักงานใหญ่ (พระราม 9)

สัตวแพทย์หญิง กฤติกา  กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการขยายสาขาในประเทศปี 2568 นั้น ทางโรงพยาบาลฯยังคงไม่มีการเปิดสาขาใหม่ แต่จะย้ายโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขาปิ่นเกล้า ซึ่งเดิมอยู่ย่านตลิ่งชัน และเป็นสาขาที่สร้างรายได้เป็นอันดับ 2 ให้กับทางโรงพยาบาลฯ แต่ปรากฏว่ามีลูกค้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก สถานที่จึงรองรับไม่เพียงพอ มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 600-700 ตารางเมตร จึงได้ไปซื้อที่ดินแปลงใหม่บริเวณถนนสิรินธร ตรงข้ามห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง พื้นที่ประมาณ 300-400 ตารางวา สร้างเป็นอาคารสูง 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 4,500 ตารางเมตร ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1.5 ปี นับจากนี้ หรือประมาณปี 2569

 

 

 

ส่วนสาขาต่างประเทศในช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมาได้เข้าไปลงทุนเปิดโรงพยาบาลสัตว์ขนาด S ที่เมืองโฮจิมินห์ ภายใต้ชื่อ “Thonglor Bangkok Hospital” ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรชาวเวียดนาม ในสัดส่วน 60 : 40 โดยใช้งบลงทุนไป 15 ล้านบาท และในปี 2568 มีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่ม ซึ่งกำลังศึกษาข้อมูลว่าจะขยายที่โฮจิมินห์ หรือที่ ฮานอย ขณะเดียวกันแผนภายในระยะเวลา 3 ปี ยังสนใจที่จะขยายสาขาไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกอย่างต่อเนื่อง เพราะสัตวแพทย์ไทยมีความเก่งไม่แพ้สัตวแพทย์จากต่างชาติ เฉกเช่นเดียวกับแพทย์ไทยที่รักษาคน ที่ได้รับการยอมรับจากชาวต่างชาติ ซึ่งขณะนี้ได้มีพันธมิตรชาวมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเมียมา สนใจให้ทางโรงพยาบาลฯเข้าไปร่วมทุน โดยประเทศเมียนมานั้น คงยังไม่สนใจในขณะนี้ เพราะต้องรถให้สถานการณ์ในประเทศสงบเสียก่อน ส่วนมาเลเซียและอินโดนีเซีย ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูล เพราะทั้ง 2 ประเทศ มูลค่าตลาดรวมสัตว์เลี้ยงมีมากกว่าที่เวียดนาม แต่ส่วนใหญ่จะเลี้ยงแมวมากกว่าสุนัข เพราะประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ขณะนี้จึงยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้

“ในวันนี้โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อครบรอบ 30 ปีแล้ว เรามีวิสัยทัศน์มุ่งขยายธุรกิจในเชิง portfolio management ที่มีทั้ง Pet hospital และ Pet well being ซึ่งขยายไปถึงธุรกิจสินค้าสัตว์เลี้ยง อาหารสัตว์ บริการเสริมสำหรับสัตว์เลี้ยง ควบคู่ไปกับการจับมือกับพันธมิตรต่าง ๆ ทั้งโรงพยาบาลสัตว์ด้วยกันเองและกลุ่มธุรกิจอื่น พัฒนาฐานข้อมูลประวัติการรักษานำมาวิเคราะห์แนวโน้มของการเกิดโรค การพยากรณ์โรค พยาธิวิทยา เพื่อศึกษาแนวโน้มของการเกิดโรคที่เปลี่ยนแปลงไปตามสายพันธุ์และกาลเวลา ซึ่งจะทำให้การดูแลรักษาสุขภาพสัตว์เลี้ยงเป็นไปอย่างแม่นยำมากขึ้น เพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศในการดูแลสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง พร้อมยกระดับวงการวิชาชีพสัตวแพทย์ และเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอนาคต”สัตวแพทย์หญิง กฤติกา กล่าว

 

นายพูลเพิ่ม ทองเจริญพูลพร ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ กล่าวว่า แนวทางของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ไม่ได้มุ่งเน้นการเติบโตด้านตัวเลขอย่างเดียว แต่เล็งเห็นความสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีและ นวัตกรรม เพื่อยกระดับการทำงานทุกภาคส่วน การลงทุนนวัตกรรมเครื่องมือใหม่ในการรักษา โดยที่ผ่านมาโรงพยาบาลทองหล่อมีจุดแข็งในวอร์ดสัตว์อาการหนัก หรือ ICU และกลุ่มวอร์ดโรคติดเชื้อ ซึ่งล่าสุดได้เปิดศูนย์ใหม่ Senior Care center และ Recovery center ที่พร้อมด้วยเครื่องมือที่มีเทคโนโลยีอันทันสมัย และออกแบบมาในการดูแลสัตว์เลี้ยงสูงวัย หรือ พิการรวมทั้งสัตว์เลี้ยงที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้และต้องการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้การรักษาฟื้นฟูสัตว์ป่วยหลังการผ่าตัด หรือสัตว์ป่วยที่ต้องกายภาพบำบัด เพื่อให้ฟื้นตัวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

ส่วนความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยจัดการเรียนการสอนและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรและยกระดับวิชาชีพ ภายใต้ Thonglor Academy” แบ่งเป็น

1) ความร่วมมือกับศูนย์ฝึกอาชีพ กทม. ร่วมเป็นสถาบันสมทบพัฒนาหลักสูตรฝึกอาชีพช่างอาบน้ำตัดขน ช่วยเสริมทักษะแรงงานให้กับช่างที่ผ่านการอบรมได้สามารถต่อยอดพัฒนาเป็นวิชาชีพต่อไป

2) MOU ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในการเป็นสถาบันสมทบสำหรับนิสิต-นักศึกษาที่ต้องการฝึกงาน เรียนรู้การทำงานจริงทั้งด้านเทคนิคการเป็นสัตวแพทย์ พยาบาลสัตว์ และนิสิตสัตวแพทย์ ต่อยอดเป็นศูนย์พัฒนาเพื่อการศึกษาทั้งการเรียนระดับปริญญาและการเรียน post grad สำหรับน้อง ๆ สัตวแพทย์ที่เรียนจบแล้วมาฝึก internship program เพื่อเพิ่มความชำนาญทางคลินิกต่อไป 

3) ความร่วมมือกับต่างประเทศ เปิดโอกาสให้สัตวแพทย์จากหลากหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย เวียดนาม และเมียนมา ในการเข้าศึกษาดูงานและฝึกงานจริง 

อย่างไรก็ดี โรงพยาบาลทองหล่อยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิด Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล)  หรือ ESG โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ การบริหารจัดการขยะ  การช่วยเหลือสังคมผ่านมูลนิธิสัตว์ต่าง ๆ และการดูแลใส่ใจคุณภาพชีวิตของพนักงานในองค์กร

เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 30 ปี โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อได้มอบ Gift Voucher ให้แก่ลูกค้าเพื่อเป็นการขอบคุณที่สนับสนุนโรงพยาบาลมาอย่างยาวนาน และมีโปรโมชันพิเศษให้กับเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มารับบริการ ได้แก่ โปรโมชันแพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับสุนัขและแมว โปรโมชันส่วนลดสินค้าและอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง ลดสูงสุด 50% และโปรโมชันซื้อสินค้าที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อทุกสาขา ครบ 3,000 บาท ได้รับเก้าอี้แคมป์ปิ้งอีกด้วย

จากแผนการดำเนินธุรกิจดังกล่าว โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อตั้งเป้าว่าจบในปี 2567 นี้จะสามารถเติบโตอยู่ที่ 7% ซึ่งสอดคล้องกับตลาดสัตว์เลี้ยงที่ปีนี้โตอยู่ที่ 6-9% โดยเทรนด์การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน คนยังเลี้ยงสัตว์เป็นสมาชิกในครอบครัวแต่มีการเลี้ยงแบบมีคุณภาพ มีการศึกษาหาความรู้ หาข้อมูลเรื่องโรค อาการ การรักษา และเรื่องยา ด้วยตนเองก่อนจะมาพบสัตวแพทย์ เรียกได้ว่ามีความใส่ใจดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงมากขึ้น 

 

You can share this post!