เสนาฯ เสริมแกร่งยกระดับความร่วมมือทางธุรกิจ จับมือ HHP เปิดบริษัทร่วมทุนใหม่อย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ“เสนา เอชเอชพี” สะท้อนความมั่นใจจากพาร์ทเนอร์ พร้อมร่วมลงทุนในระยะยาว เดินหน้ารุกทุกเซกเมนต์สู่การยกระดับประสิทธิภาพรอบด้านทั้ง Credibility, Financial และ Efficiency เพิ่มข้อได้เปรียบทั้งความมั่นคงด้านเงินทุน โอกาสทางการเงิน การบริหารต้นทุน และรูปแบบการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น รับสภาพเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ปรับลดทั้งยอดขาย-ยอดโอน หั่นโปรเจกต์ใหม่เหลือ 13 โครงการ หวังรักษากระแสเงินสด ลดความเสี่ยงลงทุน ด้านฮันคิว ฮันชินฯ เผยเสนาฯเป็นพันธมิตรที่ดี ร่วมทุนแล้ว 66 โครงการ อัดเม็ดเงินเข้ามาแล้วทั้งสิ้น 25,000 ล้านเยน พร้อมควงแขนเดินหน้าร่วมทุนระยะยาว ระบุไม่เห็นด้วยให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี ส่งผลใช้เม็ดเงินลงทุนมาก ระยะเวลาคืนเงินทุนก็ยาวมากขึ้น เมื่อเทียบกับการให้เช่าระยะยาว 30 ปี จะสามารถคืนทุนได้เร็วกว่า
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) SENA เปิดเผยว่า จากการร่วมทุน (Joint Venture) กับ บริษัท ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป ประเทศญี่ปุ่น (HHP)ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2016 (พ.ศ.2559) รวมระยะเวลาประมาณ 7 ปี ซึ่งเป็นการตั้งบริษัทร่วมทุน 1 บริษัท/โครงการ ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 66 โครงการ ในทุกเซกเมนต์ ราคาตั้งแต่ต่ำกว่า 0.99-12 ล้านบาท รวมมูลค่า 83,000 ล้านบาท ส่งผลให้ธุรกิจมีการเติบโต เปิดโครงการใหม่ และประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในสิ่งสำคัญคือการที่ทั้ง 2 บริษัทมีแนวทางการดำเนินธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน โดยให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นลำดับแรก (Customer comes first) รวมถึงยังมีความตั้งใจที่จะมาร่วมลงทุนระยะยาวในประเทศไทย
ล่าสุดทั้ง 2 กลุ่มจึงได้ยกระดับการร่วมทุนจากความร่วมมือพัฒนาแบบรายโครงการ สู่การเปิดบริษัทร่วมทุนใหม่ที่พร้อมเดินหน้าต่ออย่างมั่นคงมากยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อ บริษัท เสนา เอชเอชพี จำกัด ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นก้าวที่สำคัญของการเติบโต และยังสะท้อนถึงความมั่นใจในศักยภาพของกันและกัน ตอกย้ำถึงการร่วมเดินหน้าธุรกิจ พร้อมเป็นพันธมิตรในระยะยาว แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายจากปัจจัยลบ ที่สำคัญยังช่วยยกระดับประสิทธิภาพใน 3 ด้าน ที่ประกอบด้วย
1.Credibility คือ ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น ความมั่นใจจากความร่วมมือในระยะยาวกับบริษัทระดับนานาชาติ การผสมผสานความร่วมมือ และการทำงานแบบมืออาชีพ
2.Financial คือความมั่นคงในด้านเงินทุน ความเชื่อมั่นในสถานภาพทางการเงิน การบริหารจัดการต้นทุนที่จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงโอกาสทางการเงิน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
3.Efficiency ที่จะช่วยยกระดับการทำงานให้รวดเร็ว และยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ง่ายต่อการบริหารจัดการ รวมถึงการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมความรู้ต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพที่อยู่อาศัยให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในปัจจุบัน
สำหรับเป้าหมายการขยายธุรกิจและสร้างโอกาสในการเติบโต ภายใต้บริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้น ทางเสนา และ ฮันคิว ฮันชินฯ ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยเป็นหลัก ทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง และพร้อมพัฒนาโครงการให้ครอบคลุมครบทุกเซกเมนต์ และกระจายอยู่ในทำเลศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยทุกโครงการยังคงพัฒนาบนแนวคิดบ้านพลังงานเป็นศูนย์ และคอนโดฯ โลว์คาร์บอน ที่จะเดินหน้าพัฒนา และต่อยอดให้ตอบโจทย์คนไทยมากที่สุด พร้อมผสมผสานเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ จากญี่ปุ่นเพื่อร่วมสร้าง Decarbonized Lifestyle ให้กับลูกบ้าน และสร้างสังคมการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนให้กับครอบครัวเสนาทุกคน
“ที่ผ่านมาเสนาฯและฮันคิว ฮันชินฯ เปรียบเสมือนสามี-ภรรยา เมื่อมีลูกก็ซื้อคอนโดฯให้ลูกที่ละยูนิต แต่ถ้าตั้งใจจะมีลูกมากขนาดนี้จึงมองเหนื่อย ดังนั้นจึงต้องสร้างบ้านขนาดใหญ่เพื่อรองรับลูกๆ ซึ่งทุกอย่างจะมีความคุ้มค่าในการบริหารจัดการ และ Level ในการบริหารธุรกิจที่ต่างไปจากเดิม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จะทำให้การจัดการเรื่องการเงินเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า”ผศ.ดร.เกษรา กล่าว
สำหรับแผนในปี 2567 นั้น บริษัทเตรียมทบทวนเป้าหมายอีกครั้ง โดยปรับลดทั้งยอดขายจากเดิมที่ตั้งไว้ที่ 17,500 ล้านบาท ยอดโอน 12,000 ล้านบาท และจำนวนโครงการเปิดใหม่ 17 โครงการ จะมีการปรับลดลงเหลือประมาณ 13 โครงการ แต่ไม่สามารถเปิดเผยมูลค่าโครงการได้ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภาวะของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันที่ยังอยู่ในภาวะของการชะลอตัว จากเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญกับความเสี่ยงของกำลังซื้อที่อ่อนแอ และปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวลง ขณะเดียวกันปัญหาหนี้สินครัวเรือนในระดับสูงมีผลต่อความเข้มงวดของสถาบันการเงินต่างๆในการพิจารณาให้สินเชื่อที่ยังคงมีความเข้มงวดมาก จะเห็นได้จากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยของเสนาฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง 60-70% ซึ่งมีผลกระทบต่อการโอนโครงการของบริษัท และรับรู้รายได้ และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บริษัทมีความระมัดระวังในการเปิดโครงการ และมีการเตรียมความพร้อมก่อนการโอนโครงการให้กับลูกค้า
จากแรงกดดันที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทไม่เร่งในการรุกเปิดโครงการ รวมถึงการซื้อที่ดิน เนื่องจากยังรอติดตามสถาการณ์ต่างๆให้เห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจน และต้องการเก็บกระแสเงินสดไว้ให้มากที่สุด เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง หากภาพรวมต่างๆยังไม่ดีขึ้นแล้วเดินหน้าเร่งลงทุน จะทำให้ขาดสภาพคล่อง และเกิดผลกระทบต่อบริษัท และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆเป็นวงกว้างได้ ทำให้เป็นปัจจัยที่บริษัทให้ความสำคัญในการพิจารณาอย่างมาก
ด้านมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ของบริษัทในปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 7,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะทยอยโอนในปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่มีโครงการสร้างเสร็จใหม่จำนวนมาก ส่วนในปีนี้จะเน้นไปที่การระบายสต็อกเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าในช่วงปลายไตรมาส 3/2567 และไตรมาส 4/2567 หากสถานการณ์ต่างๆเริ่มนิ่ง และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการต่างๆที่มีผลต่อการซื้อที่อยู่อาศัย จะทำให้กลุ่มคนที่มีความพร้อมในการซื้อที่อยู่อาศัยกลับมาซื้อมากขึ้น
มร.มาซะฮิโกะ โทดะ กรรมการบริหาร บริษัท ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป กล่าวว่า ในปี 2559 บริษัทของเราร่วมกับเสนาฯ และได้เริ่มดำเนินธุรกิจใหม่ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยได้ใช้จุดแข็งของกันและกันเพื่อทำให้โครงการต่างๆ มากมายสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งจากความร่วมมือกับเสนาฯทำให้ได้เห็นจุดแข็งของเสนาฯโดยตรงอย่างชัดเจน
ประการแรก คือ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่กว้างขวางของเสนาฯมีความน่าเชื่อถืออย่างปฏิเสธไม่ได้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและประสบการณ์อันยาวนานในตลาดที่อยู่อาศัยของไทยทำหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทางโครงการของเราไปสู่ความสำเร็จ
ประการที่สอง เสนาฯและฮันคิว ฮันชินฯมีทิศทางการดำเนินธุรกิจร่วมกัน สิ่งนี้เป็นมากกว่าแค่การวางกลยุทธ์ทางธุรกิจเท่านั้น แต่บ่งบอกถึงการสะท้อนในระดับที่ลึกยิ่งขึ้นในปรัชญาองค์กร การให้คุณค่าแก่ลูกค้า และการมีส่วนร่วมทางสังคม
ประการที่สาม การกำกับดูแลกิจการที่แข็งแกร่งของเสนาฯนั้นน่ายกย่อง การให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและจริยธรรมได้เสริมสร้างความไว้วางใจในหมู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฮันคิว ฮันชินฯ เลือกเสนาฯเป็นพันธมิตร
และ ณ วันนี้บริษัทฯมีความยินดีที่จะประกาศแผนธุรกิจใหม่ร่วมกับเสนาฯอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มจุดแข็งของทั้งสองบริษัทและเพิ่มมูลค่าใหม่ให้กับตลาดที่อยู่อาศัยของไทย ซึ่งบริษัทฯตั้งใจที่จะมอบบ้านที่สะดวกสบายและมีคุณภาพสูงให้กับลูกค้ามากขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยในการพัฒนาสังคมไทย
“ตั้งแต่ปี 2016 (พ.ศ.2559) ที่บริษัทฯ เริ่มขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ และได้ตัดสินใจเข้าร่วมทุนกับเสนาดีเวลลอปเม้นท์ฯ จากความเชื่อมั่นในความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของเสนาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย รวมถึงการมีทิศทางการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกัน ซึ่งสะท้อนถึงความเข้าใจร่วมกันในการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ เรายังชื่นชมในความเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลแข็งแกร่งของเสนาฯ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพภายใต้การนำของ ดร.เกษรา และทีมผู้บริหาร รวมถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ได้รับแนวคิดจากญี่ปุ่นมาปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย เช่น บ้านประหยัดพลังงาน (ZEH) และ Condo Low-Carbon และในวันนี้เรายังคงมีความเชื่อมั่นในการบริหารที่มีวิสัยทัศน์และเป็นองค์กรที่มีธรรมภิบาลสูงของเสนา จะส่งผลให้การยกระดับการร่วมทุนในครั้งนี้เติบโตอย่างมั่นคง” มร.มาซะฮิโกะ กล่าว
มร.มาซะฮิโกะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีความมั่นใจต่อการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนร่วมกับเสนาฯที่ยังทำผลงานโครงการที่ร่วมทุนในช่วงที่ผ่านมาได้ดี และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับฮันคิว ฮันชิน มาต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯร่วมทุนกับเสนาฯไปแล้ว 66 โครงการ โดยนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุนรวมทั้งสิ้น 25,000 ล้านเยน หรือประมาณ 6,300 ล้านบาท ซึ่งแต่ละปีจะมีการเพิ่มเม็ดเงินในการลงทุนปีละประมาณ 2,600 ล้านเยน หรือประมาณ 4-7 โครงการ/ปี ซึ่งบริษัทพร้อมที่จะลงทุนในทุกเซกเมนต์ แต่จะเน้นกลุ่มไหนเป็นพิเศษขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ทางฮันคิว ฮันชิน มีการลงทุนมากที่สุด ในสัดส่วนถึง 50% ซึ่งเป็นการลงทุนในส่วนของที่อยู่อาศัยทั้งหมด เพราะมีความมั่นใจในศักยภาพของเสนาฯซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดี จึงมีความมั่นใจในการลงทุน ขณะที่ประเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปินส์ เวียดนาม และออสเตรเลีย จะเป็นการลงทุนด้านคลังสินค้าและอาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นทีมงานที่ทำงานแยกกันชัดเจน
“หนึ่งในธุรกิจของ ฮันคิว ฮันชิน คือเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับรถไฟ ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีกระจายเม็ดเงินลงทุนในการก่อสร้างรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง เป็นจำนวนมาก จึงทำให้เราสามารถนำเสนอแผนให้กับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นได้ง่าน และผ่านการพิจารณาจากบอร์ดได้ง่ายกว่าประเทศอื่นๆ”นายมาซะฮิโกะ กล่าว
นายมาซะฮิโกะ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่รัฐบาลไทยมีนโยบายจะให้ชาวต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี นั้นมองว่า จะทำให้ผู้ประกอบการใช้เม็ดเงินในการลงทุนมากขึ้น ขณะที่ระยะเวลาในการคืนเงินทุนก็ยาวมากขึ้น เมื่อเทียบกับการให้เช่าระยะยาว 30 ปี จะสามารถคืนทุนได้เร็วกว่า