news-details
Business

“พิชัย ชุณหวชิร”เตรียมเสนอครม.ออกมาตรการช่วยคนอยากมีบ้าน วงเงิน 5.5 หมื่นล้านบาท 1 พ.ย.67 เรียกแบงก์พาณิชย์ร่วมถกแก้หนี้อสังหาฯ-รถยนต์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยาหอม 3 สมาคม จัดงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด” ช่วยดันตลาดอสังหาฯโตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เตรียมเสนอครม.ออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯผ่านสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 55,000 ล้านบาท ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ออกมาตรการกระตุ้นธุรกิจ ผ่านสินเชื่อ ซื้อ-แต่ง-ซ่อม-สร้าง บ้านและ คอนโดฯ ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 55,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการมีบ้านของประชาชนที่มีรายได้น้อย ให้เข้าถึงสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยต่ำ มีโอกาสในการซ่อมแซม ต่อเติมบ้านให้มั่นคงได้ ซึ่งหากผ่านมติ ครม. ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นอีกฟันเฟืองของทางภาครัฐในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ส่งต่อความสดใสถึงต้นปี 68 แนะทางเลือกแก้ปัญหาหนี้อสังหาฯ-รถยนต์ หากแบงก์ชาติไม่ผ่อนกฎเกณฑ์ LTV พร้อมร่วมหารือธนาคารพาณิชย์ 1 พ.ย.นี้ จับตาปลายปีอาจมีของขวัญปีใหม่ต่อลมหายใจภาคอสังหาฯ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 46 ซึ่งจัดโดย 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอาคารชุดไทย ว่า งานดังกล่าวมีการจัดงานมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แม้จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายในหลายรูปแบบ แต่ก็สามารถเดินทางมาสู่การจัดงานถึงครั้งที่ 46 เป็นงานมหกรรมที่รวมที่อยู่อาศัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งแสดงถึงความร่วมมืออย่างเหนียวแน่นและความพยายามอย่างต่อเนื่องของเหล่าสมาชิกผู้ประกอบการที่จะสร้างการเติบโตให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจของประเทศ เป็นฟันเฟืองที่ไม่เคยหยุด โดยไม่ย่อท้อต่อการทำหน้าที่ของแต่ละสมาคม คือการเพิ่มโอกาสให้กับคนไทยได้มีทางเลือก มีบ้านที่ดี เข้าถึงสังคมคุณภาพ สำหรับในปีนี้ แม้ปัญหาหลักที่คนไทยกำลังเผชิญคือเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่สูง แต่อย่างไรก็ดี จากภาพรวมที่ได้เห็นคือการผนึกกำลังจากภาคอสังหาฯ ทั้งเอกชน สถาบันการเงินชั้นนำที่คับคั่ง แห่กันออกมาปรับลดดอกเบี้ย ทำให้ในส่วนของภาครัฐเองที่เป็นฟันเฟืองสำคัญก็ตื่นตัวอยู่ไม่น้อย

“ภาครัฐตระหนักดีว่า ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจบ้านเมืองอย่างมาก โดยในอุตสาหกรรมนี้ สามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ได้สูงถึง 5-6% และในช่วงปี 2566 ที่ผ่านมา ก็ยังสามารถสร้างจีดีพีได้สูงสุด ทำให้มูลค่ารวมในอุตสาหกรรมนี้สูงราว 1.1 ล้านล้านบาท จากเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตเพียง 1.9% และเชื่อว่าในปี 2568 ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเข้าไปใกล้ปกติที่ 3.5% จากปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตที่ 2.7% ถึงแม้สถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันนี้ไม่สดใส ในส่วนของทางกระทรวงการคลังที่ได้วางแนวทางในการสนับสนุนภาคอสังหาฯ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home ที่ได้ปล่อยสินเชื่อเต็มกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท โครงการสินเชื่อ Happy Life ที่ปล่อยสินเชื่อไปแล้วจำนวน 18,000 ล้านบาท ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดี และล่าสุดยังเตรียมเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ในการออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ผ่านสินเชื่อ ซื้อ-แต่ง-ซ่อม-สร้าง บ้านและ คอนโดฯ ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 55,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการมีบ้านของประชาชนที่มีรายได้น้อย ให้เข้าถึงสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยต่ำ มีโอกาสในการซ่อมแซม ต่อเติมบ้านให้มั่นคงได้ ซึ่งหากผ่านมติ ครม. ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นอีกฟันเฟืองของทางภาครัฐในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ส่งต่อความสดใสถึงต้นปี 2568” นายพิชัย กล่าว

ส่วนเรื่องการผ่อนคลายมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value : LTV) ซึ่งตนมองว่าขณะนี้ประเทศไทยต้องการการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นเงื่อนไขของการฟื้นประเทศ ต้องมีการลงทุน โดยผู้ประกอบการต้องเข้าถึงสินเชื่อได้  ซึ่งการผ่อนคลายมาตรการจะสามารถดำเนินการได้ ต้องมีการสะสางหนี้เก่าให้ลดลงจนอยู่ในระดับที่น่าพอใจก่อน โดยในส่วนนี้กระทรวงการคลังพร้อมที่จะดูแลให้ แม้หนี้อาจจะลดลงไม่มาก แต่ก็มีหลายแนวทางในการช่วยเหลือ เช่น พักชำระดอกเบี้ย 2-3 ปี หรือตัดหนี้ทิ้งให้อย่างมีเงื่อนไข ส่วนเงินต้นจะยืดระยะเวลานานขึ้น เป็นการแก้ปัญหา ทั้งหนี้ภาคอสังหาฯและหนี้รถยนต์ โดยจะมีการหารือกับธนาคารพาณิชย์ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นี้

“ทั้งนี้จะเห็นได้ชัดว่าผลจากการดำเนินมาตรการรัฐบาลหลังการเปลี่ยนถ่ายรัฐบาล และการออกแรงของเอกชนทำให้ตลาดค่อยๆ กลับมาสู่สภาพปกติ ถือว่าเป็นของขวัญระยะยาวให้กับตลาดอสังหาฯ ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน สำหรับการต่ออายุมาตรการ เช่น ลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม2567  ที่ภาคเอกชนขอให้ขยายเวลา ขณะนี้องค์กรที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา หากมองว่าเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและประชาชน”นายพิชัย กล่าวในที่สุด

You can share this post!