InnovestX มองหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวกลับบริเวณแนวรับ 1,420-1,430 จุด รอติดตามผลการประชุมเฟด
บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (16 ธ.ค.) SET ลงมาโซนแนวรับบริเวณ 1,420-1,430 จุด ขณะที่คาดว่าช่วงปลายปีมีเม็ดเงินจากกองทุนประหยัดภาษีเข้ามาประคอง และการประชุมเฟดในสัปดาห์นี้วันที่ 17-18 ธ.ค. ที่คาดจะมีการลดดอกเบี้ย ทำให้คาดดัชนีมีโอกาสฟื้นตัวกลับจากแนวรับดังกล่าว ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,440 จุด หากขึ้นทะลุผ่านได้ จะเป็นสัญญาณที่ดี และมีแนวต้านถัดไปที่ 1,450 จุด
ประเด็นสำคัญ
• รัฐบาลจีนส่งสัญญาณกระตุ้น ศก. ครั้งใหญ่ในปี 2568 เน้นกระตุ้นการบริโภคเพื่อรับมือการขึ้นกาษีของสหรัฐ สนับสนุนระบบประกันสังคมและบำนาญเพื่อรับมือสังคมสูงวัยผ่านการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐและการกู้ยืม
• เมื่อวันศุกร์ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดเพิ่มขึ้นกว่า2%DoD สูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ คาดการคว่ำบาตรเพิ่มเติมกับรัสเซียและอิหร่านอาจทำให้อุปทานตึงตัวขึ้น และ ดบ. ที่ลดลงในยุโรป-สหรัฐช่วยหนุนอุปสงค์น้ำมันเพิ่มขึ้น
• ก. ดิจิทัลฯ เผยปี 68 จะมีเอกชนรายใหญ่ด้านเทคโนโลยีจาก ตปท. อีก 2 แห่ง เข้ามาลงทุน AI และ Data Center ในไทย มูลค่ากว่า 1 แสนลบ. หลังปีนี้ทั้งกูเกิล ไมโครซอฟท์และดาต้าแมกซ์ลงทุนมูลค่ากว่า 1 แสนลบ.
• ก. คลังเผยสถานการณ์ความเชื่อมั่น ศก. ต.ค.-พ.ย.67 ดีขึ้น 2 เดือนต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระตุ้น ศก. ของรัฐบาลส่งผลให้มีการใช้จ่ายในระบบ ศก. เพิ่มขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น
• ก. คลังกำลังศึกษาการปฏิรูปโครงสร้างภาษี โดยเฉพาะ VAT ซึ่งแม้ว่าทั่วโลกจะมีการปรับขึ้น แต่ไทยยังอยู่แค่ขั้นตอนการศึกษา หากจะทำจริงต้องดูภาวะ ศก. ด้วย และไม่ใช่การปรับขึ้น 15% อย่างแน่นอน
• ชุมพรและนครศรีธรรมราชเผชิญอุทกภัยฉับพลันจากฝนตกหนักทั้งรถไฟและถนนสายเอเชีย ส่งผลให้ รฟท. และบขส. ต้องยกเลิกการเดินรถ และปิดถนนหลวงสาย 41 กรมอุตุเตือน 12-16 ธ.ค. มวลน้ำป่าทะลัก
• CPAXT เข้าลงทุนในโครงการ The Happitat (ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ แบบผสมผสาน) มูลค่าลงทุนไม่เกิน 1.2 หมื่นลบ. มองอาจสร้างความกังวลต่อตลาดระยะสั้นจากกำไรที่ลดลงจาก ดบ. จ่ายและต้องใช้เวลาปรับตัวจากลงทุนในธุรกิจใหม่
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัวผันผวน โดยมีแนวรับที่บริเวณ 1440-1450 จุด ทั้งนี้ Upside ของตลาดขึ้นกับแนวโน้มเศรษฐกิจจีน และการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ด้านตลาดหุ้นไทยติดตามการประชุม กนง. ที่ตลาดคาดจะคงดอกเบี้ยเป็นปัจจัยกดดันลาดในระยะสั้น อย่างไรก็ดีหาก กนง. ปรับลดดอกเบี้ยจะส่งผลให้ SET Index ปรับตัวขึ้นได้ราว 15-20 จุด รวมถึงการเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการซื้อกองทุนประหยัดภาษีที่มักเร่งตัวขึ้นในช่วงปลายปี ขณะที่ยังต้องติดตามนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลักที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และ 1 ธีมเทรดดิ้งระยะสั้น ดังนี้
1. หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากการเป็นเป้าหมายสะสมของกองทุนวายุภักษ์และกองทุนที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีช่วงปลายปี อาทิ SSF และ RMF แนะนำลงทุนในหุ้น SET100 ซึ่งมีคุณสมบัติ คือ 1) จ่ายเงินปันผลดีและสม่ำเสมอ โดยให้ Div. Yield ขั้นต่ำปีละ 3% 2) เราให้คำแนะนำ Outperform และมี ESG Rating สูงตั้งแต่ระดับ AA-AAA และ CG ระดับ 5 ดาว และ 3) มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และผลประกอบการมีความมั่นคงหรือมีแนวโน้มเติบโตได้ในปี 2025 ได้แก่ ADVANC AP BBL BDMS HMPRO
2. หุ้นที่คาดได้อานิสงส์บวกจากรัฐเตรียมออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคและท่องเที่ยวเพิ่มเติมในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แนะนำ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CRC HMPRO TNP) และกลุ่มท่องเที่ยว (AWC AOT MINT)
3. หุ้น Earning Play ซึ่งมองมีโมเมนตัมกำไร 4Q67 จะเติบโตดี YoY และ QoQ อีกทั้งเราแนะนำ Outperform เลือก GULF OSP AMATA AU TIDLOR BCP
4. Trading Idea : นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงอาจเก็งกำไรหุ้นที่คาดได้อานิสงส์ดอกบี้ยขาลง แนะนำ 1) หุ้นกลุ่ม Reits (LHHOTEL DIF) ซึ่งได้อานิสงส์บวกภายใต้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกำลังจะเปลี่ยนเป็นทิศทางเป็นขาลง 2) หุ้นกลุ่มค้าปลีก (CPALL) ซึ่งได้อานิสงส์จากประชาชนมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น (ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง) และ 3) หุ้นธนาคาร (TISCO KKP) เพราะมีสัดส่วนของสินเชื่อเช่าซื้อสูง ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยคงที่/หุ้น Laggard ซึ่งมีเทคนิคมีแนวโน้มฟื้นตัว แนะนำ BEM BDMS MINT AP
Daily top picks
BLA : ช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นอ่อนตัวจนทำให้ Valuation น่าสนใจ โดยเทรด PBV 68F ที่ 0.65 เท่า เทียบกับ ROE 8.5%, PER 68F ที่ 8 เท่า เทียบกับการเติบโตของกำไร 29% ขณะที่ 4Q67 คาดกำไรโตแรง 96%YoY (อัตรากำไรจากรับประกันภัยดีขึ้น) และ 14%QoQ (กำไรจากลงทุนเพิ่มขึ้น) หนุนให้ปี 2567 คาดกำไรเติบโตดีที่ 32%YoY
HMPRO : เป็นหุ้นที่ได้อานิสงส์หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมและการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ ขณะที่ 4Q67 คาดกำไรปกติจะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ อีกทั้งปัจจุบัน Valuation ยังน่าสนใจ โดยซื้อขายที่ PER 67F ที่ระดับ 20 เท่า
ต่ำกว่า -2S.D. จากค่าเฉลี่ย PER 10 ปีย้อนหลังที่ 22 เท่า