InnovestX ประเมินตลาดหุ้นไทยยังอ่อนแรง ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ มองแนวรับ 1,330/1,324 จุด
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้(15ม.ค.) คาด SET ขาดแรงหนุนให้เปลี่ยนแนวโน้ม มีเพียงการรีบาวน์สลับในช่วงสั้น ขณะที่วันนี้ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยเฟด และประเด็นสำคัญในจันทร์หน้า ซึ่งทรัมป์เข้ารับตำแหน่งปธน. ตลาดยังกังวลต่อนโยบายด้านการค้า ด้านดัชนีกรอบบนยังถูกจำกัดที่แนวต้าน 1,350-1,360 จุด ส่วนแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,330 และ 1,324 จุด ตามลำดับ
ประเด็นสำคัญ
• ททท. คาดในช่วงตรุษจีนปีนี้ (24 ม.ค.-2 ก.พ. 2568) รวม 10 วัน จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 1.35 ล้านคน และการเดินทางในประเทศ 2.22 ล้านคน-ครั้งและมีรายได้สะพัดราว 4 หมื่นลบ. เพิ่มขึ้น 10%
• ม. หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ธ.ค. 2567 ที่ 57.9 เพิ่มขึ้นสามเดือนติดต่อกัน หนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลช่วยผ่อนคลายสถานการณ์เศรษฐกิจและภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว
• รมว. คลังเผยวันที่ 27 ม.ค. 2568 จะเริ่มต้นแจกเงินหมื่นเฟสสองแก่กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ลงทะเบียนผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ คาดจะช่วยหนุน GDP ปีนี้เติบโตราว 0.07-0.1%
• ทอท. เผยกำลังศึกษาแนวทางการส่งเสริมสนามบินภูมิภาคให้รองรับเครื่องบินเพิ่มและเป็นฐานการบินของสายการบินต้นทุนต่ำตามแนวคิดของ รมว. คมนาคม เพื่อบริหารจัดการตารางบินให้มีประสิทธิภาพและลดความแออัดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ
• Jake Sullivan ที่ปรึกษาความมั่นคงสหรัฐฯ เผยว่าว่าที่ปธน. มีแนวโน้มจะสานต่อมาตรการคุมเข้มชิป AI ต่อเนื่องจากไบเดน ด้วยเหตุผลด้านความกังวลความมั่นคงเกี่ยวกับการแสวงหาเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน
• EIA เผยในรายงานแนวโน้มพลังงานในระยะสั้น อุปสงค์น้ำมันในสหรัฐฯ จะยังอยู่ที่ 20.5 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2568-69 และคาดการผลิตน้ำมันจะเพิ่มขึ้นแตะ 13.55 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 13.52 ล้านบาร์เรล/วัน
• ทีมเศรษฐกิจของว่าที่ปธน. สหรัฐฯ กำลังหารือกันเกี่ยวกับการปรับขึ้นภาษีอย่างค่อยเป็นค่อยไปแบบเดือนต่อเดือน เพื่อเพิ่มอำนาจในการเจรจาต่อรอง ขณะเดียวกันก็จะช่วยหลีกเลี่ยงการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสฟื้นตัวโดยมีแนวต้านที่บริเวณ 1400 จุด แม้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแย่กว่าภูมิภาคจากความกังวลเสถียรภาพการเมืองและ ESG ของบจ. รวมทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการส่งออกรถยนต์ที่คาดอ่อนแอลง แต่ยังมีความคาดหวังต่อการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลดค่าครองชีพในประเทศเพิ่มเติม รวมถึงการเริ่มต้นของมาตรการ Easy E-Receipt ตั้งแต่ 16 ม.ค.-28 ก.พ. 2568 จะช่วยกระตุ้นงบ 1Q68 ด้านปัจจัยต่างประเทศ ตลาดคาด GDP 4Q67 ของจีนจะเพิ่มขึ้น 5%YoY และเงินเฟ้อ ธ.ค. 2567 ของสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น 2.9%YoY ทั้งนี้มองแนวโน้มการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนและการลดดอกเบี้ยของเฟดจะยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม อาจจะไม่กดดันลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากนัก ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลักที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และ 2 ธีมเทรดดิ้งระยะสั้น ดังนี้
1. หุ้นที่คาดได้อานิสงส์บวกจากมาตรการ Easy E-Receipt ช่วงวันที่ 16 ม.ค.-28 ก.พ. 2568 และเงินหมื่นเฟส 2 ในช่วงเทศกาลตรุษจีน แนะนำ กลุ่มพาณิชย์ (CRC HMPRO CPALL TNP) กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (CBG OSP) และกลุ่มท่องเที่ยว (MINT)
2. นักลงทุนที่ต้องการหุ้นปันผลสูงซึ่งคาดมีเงินปันผลจ่ายที่เหลือจากกำไรปี 2567 คิดเป็น Div. Yield เกิน 3% เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ต แนะนำ AP KTB BBL PTT
3. หุ้น Earnings Play ซึ่งมองราคาหุ้นยังไม่ได้ปรับขึ้นสะท้อนโมเมนตัมกำไร 4Q67 ที่คาดจะเติบโตดี YoY และ QoQ อีกทั้งยังมีศักยภาพการจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ เลือก OSP AMATA AU TIDLOR BCP
4. Trading Idea : นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงอาจเก็งกำไรใน 1) หุ้นที่ได้ Sentiment บวกหากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เช่น แผนดึงเม็ดเงินลงทุน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Entertainment Complex และลดค่าครองชีพ-เพิ่มกำลังซื้อ แนะนำ กลุ่มนิคมฯ (WHA AMATA) กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CRC) กลุ่มท่องเที่ยว (AOT AWC) และ 2) หุ้นที่ราคา Laggard (เทรด PER 2568F ต่ำกว่า -1SD) แต่ผลการดำเนินงานยังมีแนวโน้มเติบโตดี แนะนำ BTG BEM BDMS
Daily top picks
ADVANC: หุ้น Defensive ซึ่งกำไรเติบโตได้ต่อเนื่อง โดย 4Q67 คาดมีกำไรปกติ 8.7 พันลบ. เติบโต 23%YoY และ 3%QoQ หนุนจากรายได้การให้บริการหลักที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและการควบคุมต้นทุนที่ดี ปี 2567 คาดมีกำไรปกติ 3.43 หมื่นลบ. เติบโต 20%YoY (สูงกว่าประมาณการของเราอยู่ 8.5%) และมองประมาณการกำไรปี 2568 ของเราอาจมี Upside
BBL: Valuation ถูกสุดในกลุ่มธนาคาร ซื้อขาย PER และ PBV ปี 2568F ต่ำสุดที่ 6.2x (เทียบค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 8.0x) และ 0.48x (เทียบค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 0.8x) ตามลำดับ อีกทั้งมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำสุดในกลุ่มฯ ขณะที่ปี 2567 คาดกำไรเติบโต 7%YoY และเติบโตต่อ 3%YoY ในปี 2568 แรงหนุนจาก Credit Cost ลดลง, NIM และสินเชื่อขยายตัวดี รวมทั้งมีสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ลดลง