นายกรัฐมนตรี เปิดชมตัวอย่างห้องโครงการบ้าน “เพื่อคนไทย” นำร่อง 4 ทำเล เกือบ 5,000 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 1.2-1.8 ล้านบาท หรือ 4,000 บาท/เดือน หวังคนไทยทุกคนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้มีบ้านของตัวเอง ลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น มั่นใจไม่กระทบและชิงดีมานด์ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ระบุรฟท.ยังมีที่ดินรองรับอีกประมาณ 38,000 ไร่ทั่วประเทศ ด้าน “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”เผยยังมีพื้นที่ศักยภาพของรฟท. 25 จังหวัด สามารถต่อยอดโครงการได้ ระบุเปิดตัววันแรกเพียง 1 ชั่วโมง ประชาชนแห่เข้าลงทะเบียนมากถึง 12 ล้านคน ส่งผลระบบเว็บล่ม คาดทราบผลการผ่านเกณฑ์ภายใน 3 เดือน และก่อสร้างภายใน 1.5 ปี ประชาชนชุดแรกเข้าอยู่ได้กลางปี 69 เล็งขยายโปรเจกต์ต่อเนื่องตามหัวเมืองใหญ่ มั่นใจรัฐบาลช่วยสร้าง Customer ใหม่ให้กับ Commercial ธุรกิจอสังหาฯ ยันไม่กังวล เหตุเป็นสินค้าต่างเซกเมนต์จากภาพรวมตลาด และไม่ซ้ำรอยเคสบ้านเอื้ออาทร เพราะวิธีคิดต่างกัน
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดการเข้าชมตัวอย่างห้อง โครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” เปิดเผยว่า จากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (2560-2579)พบว่า จำนวนครัวเรือนในประเทศไทย 21.32 ล้านครัวเรือน มีคนไทยถึง 27.5% หรือ 5.87 ล้านครัวเรือน ที่ยัง "ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง" แต่สถานการณ์ปัจจุบันบ้านที่มีคุณภาพสูงในทำเลที่ดี มีราคาค่อนข้างแพงและใช้ต้องเงินดาวน์ จนทำให้ความฝันที่จะมีบ้านเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือ First Jobber ดังนั้นรัฐบาลจึงได้ทำโครงการ "บ้านเพื่อคนไทย" สร้างที่อยู่อาศัยทั้งรูปแบบบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมโดยไม่ต้องมีเงินดาวน์ ผ่อนรายเดือนไม่สูง และมีคุณภาพดี เป้าหมายเพื่อทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้มีบ้านของตัวเอง และลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น
โดยโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” พัฒนาและบริหาร โดย บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทางนายกฯได้สั่งการให้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนชาวไทย โดยนำที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) มาดำเนินโครงการ ซึ่งจะมีโครงการหรือพื้นที่ดำเนินการที่มีศักยภาพที่สุด 25 พื้นที่ ทั่วประเทศ แต่ในการดำเนินโครงการระยะแรก(โครงการนำร่อง) ระหว่างปี 2568-2569 จะมีการพัฒนาพื้นที่โครงการ 4 บริเวณสถานีรถไฟ ประกอบด้วย พื้นที่โครงการบางซื่อ กม.11(วิภาวดี) , พื้นที่ธนบุรี, พื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่โครงการเชียงราก(ปทุมธานี) รูปแบบการดำเนินโครงการ เป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่รอบสถานีรถไฟและเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ให้เช่าสิทธิ์การอยู่อาศัยระยะยาว ในราคาที่เหมาะสม
“เราจะใช้พื้นที่ของภาครัฐที่ปล่อยรกร้าง มาสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนให้มากที่สุด ทุกพื้นที่ในโครงการ ฯ จะใช้พื้นที่ทำเลดี มีโอกาสในการพัฒนาด้านคมนาคม เดินทางสะดวกปลอดภัยยกระดับคุณภาพชีวิต เพราะบ้านคือความมั่นคง คือความอบอุ่นทางจิตใจ คือที่พักพิงให้กับสมาชิกในครอบครัว บ้านเพื่อคนไทยคือคำสัญญาอย่างเป็นรูปธรรมว่า รัฐบาลจะทำให้คนไทย มีกิน มีใช้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี และในอนาคตโครงการบ้านเพื่อคนไทย จะเกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย รัฐบาลจะมุ่งมั่นที่จะทำให้คนไทย เข้าถึงที่อยู่อาศัย ที่มีคุณภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตต่อไป”นางสาวแพทองธาร กล่าว
นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ ๆ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.บ้านเพื่อคนไทย.th หรือ Line : @baanpheukonthai รวมถึงสามารถติดตามข่าวสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ต่าง ๆ ของภาครัฐ และของโครงการบ้านเพื่อคนไทย นอกจากนี้ ยังสามารถชมตัวอย่างห้องได้ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตั้งแต่วันที่ 17 - 31 มกราคม 2568 ในเวลา 10.00 - 21.00 น. โดยไม่เว้นวันหยุดราชการหลังจากนั้นจะปรับวันและเวลาเข้าชม ให้มีความเหมาะสมกับปริมาณผู้เข้าชมในแต่ละวัน ในลำดับต่อไป
“คิดว่าโครงการ บ้านเพื่อคนไทย น่าจะอยู่สบายดี ชอบมาก แม้จะอยู่กันเป็นครอบครัวก็ไม่รู้สึกอึดอัดเลย จริงๆแล้วเราอยากให้ทุกๆคนได้อยู่ ซึ่งต้องค่อยๆขยายเฟส และค่อยมาดูกัน และคิดว่าทั้ง 4 แปลงจะสามารถส่งมอบได้บางส่วนในปี 2568 นี้ ซึ่งเราพยายามหากฎเกณฑ์ของคนที่จะได้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยนี้ ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมตลาดอสังหาฯ เพราะต้องการให้คนที่มีความต้องการบ้านในเมือง แต่ไม่สามารถซื้อได้ เนื่องจากมีรายได้น้อย ดังนั้นโครงการนี้จะทำให้คนกลุ่มนี้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งจะไม่ไปแย่งดีมานด์ของภาพรวมตลาดอสังหาฯอย่างแน่นอน ซึ่งรฟท.ยังมีที่ดินรองรับอีกประมาณ 38,000 ไร่ทั่วประเทศ”นางสาวแพทองธาร กล่าว
ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการ “บ้านเพื่อคนไทย”เกิดจากวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัย ในฐานะปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อเฟื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะการแก้ไขความปัญหาความเหลื่อมล้ำและการสร้างโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม โดยนำแนวคิด จากการใช้ประโยชน์ จากที่ดินของรัฐที่มีอยู่มาใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ ให้เกิดคุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของรัฐบาล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน สนับสนุนการเดินทางที่สะดวก และเข้าถึงได้ง่าย ระหว่างที่พักอาศัยและสถานที่ทำงาน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรอบสถานีรถไฟ รวมถึงระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างชุมชนที่มั่นคง ยั่งยืน และน่าอยู่
กระทรวงคมนาคม จึงได้มอบหมายให้ SRTA ในฐานะหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญและมีทรัพยากรที่ดินใกล้สถานีรถไฟทั่วประเทศในหลายๆพื้นที่ ที่พร้อมจะตอบสนองเป้าหมายโครงการดังกล่าว เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” โดยดำเนินการร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในขั้นต้น SRTA ได้คัดเลือก 4 พื้นที่นำร่อง ที่มีศักยภาพสูงและพร้อมดำเนินการได้ทันที คือ พื้นที่กม.11 (วิภาวดี) ,พื้นที่ธนบุรี,พื้นที่เชียงราก และพื้นที่เชียงใหม่ การดำเนินการโครงการนี้ ไม่เพียงจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ในราคาที่จับต้องได้ ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่ยังเป็นการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรของของรัฐอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศยั่งยืน
“ตามยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย เพิ่มมากขึ้น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ซึ่งกระทรวงคมนาคม ในฐานะหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ด้านการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ได้ขับเคลื่อนภารกิจให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ สนับสนุนให้เข้าถึงสิทธิการอยู่อาศัยของ รัฐบาลได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการ "บ้านเพื่อคนไทย" ดำเนินการโดย SRTA บริษัทที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กิจการของ รฟท. โดยจากการสำรวจและวิเคราะห์ปัจจุบัน พบว่ามีพื้นที่ศักยภาพสามารถนำมาใช้ในการดำเนินโครงการได้ประมาณ 25 จังหวัด และมีพื้นที่เป้าหมายสามารถพัฒนาเป็นโครงการนำร่องได้ 4 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่กม.11 (วิภาวดี) ,พื้นที่ธนบุรี, พื้นที่เชียงใหม่ และพื้นที่เชียงราก สามารถพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยทั้งในรูปแบบบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมบนทำเลที่มีศักยภาพ สะดวกต่อการเดินทางโดยระบบสาธารณะ ตอบโจทย์ตามความต้องการของประชาชน”นายสุริยะ กล่าว
สำหรับโครงการบ้านเพื่อคนไทย มีรูปแบบโครงการที่พักอาศัย ในระยะแรก 2 ประเภท ได้แก่ 1.คอนโดมิเนียม ในเบื้องต้นกำหนดสูง 8 ชั้น แบ่งเป็น ห้องพัก 30 ตารางเมตร (1 ห้องนอน), ห้องพัก 40 ตารางเมตร (2 ห้องนอน), ห้องพัก 45 ตารางเมตร(2 ห้องนอน)และห้องพัก 51 ตารางเมตร (2 ห้องนอน) ทั้งนี้หากผลตอบรับดี จำนวนยูนิตในความสูง 8 ชั้นรองรับไม่เพียงพอ ก็จะขยายเป็นความสูง 12 ชั้น และ 2.บ้านเดี่ยว 1 ชั้น ขนาด 50 ตารางเมตร บนที่ดิน 50 ตารางวา
โดยพื้นที่กม.11 (ซ.วิภาวดี 11) อยู่ติดถนนกำแพงเพชร หางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ประมาณ 2.5 กิโลเมตร ,ห่างจากห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว-MRT พหลโยธิน ประมาณ 500 เมตร ตั้งอยู่บนที่ดินประมาณ 15 ไร่ ในเบื้องต้นมีทั้งหมด 8 อาคาร ประกอบด้วยอาคารแบบ A จำนวน 3 อาคาร ,อาคารแบบ B จำนวน 4 อาคาร และอาคารแบบ C จำนวน 1 อาคาร ขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 30-51 ตารางเมตร รวม 1,232 ยูนิต
พื้นที่ธนบุรี อยู่ใกล้โรงพยาบาลศิริราช ตรงข้ามศาลาน้ำร้อน อยู่ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีแดง-สายสีส้ม ประมาณ 800 เมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 23 ไร่ พัฒนาเป็นคอนโดฯ จำนวนทั้งสิ้น 10 อาคาร ขนาดตั้งแต่ 30-45 ตารางเมตร จำนวน 2,100 ยูนิต ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดราคาที่ชัดเจน
พื้นที่เชียงราก จ.ปทุมธานี ใกล้ถนนเลียบคลองประชากร อยู่ห่างจากสถานีรถไฟเชียงราก ,มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต,โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ประมาณ 4.4 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประมาณ 9 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนที่ดิน 18 ไร่เศษ พัฒนาเป็นคอนโดฯขนาดตั้งแต่ 30-45 ตารางเมตร แต่ยังไม่ได้ระบุจำนวนยูนิตที่ชัดเจน เนื่องจากต้องรอดูผลตอบรับจากการลงทะเบียนจองสิทธิ์และผ่านการพิจารณาก่อน
พื้นที่เชียงใหม่ บริเวณพื้นที่สถานีรถไฟ ใกล้ถ.เจริญเมือง และถ.ทุ่งโฮเต็ล อ.เมือง จ.เชียงใหม่ อยู่ห่างจากถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ประมาณ 1.3 กิโลเมตร ,ห่างจากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ประมาณ 2.5 กิโลเมตร ,ห่างจากมหาวิทยาลัยพายัพ ประมาณ 2.6 กิโลเมตร และ ห่างจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประมาณ 7.5 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนที่ดิน 7 ไร่เศษ พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว ขนาด 50 ตารางวา จำนวน 35 ยูนิต ซึ่งยังไม่ได้กำหนดราคาขายที่ชัดเจน
“โครงการนี้เป็นโครงการที่รัฐบาลต้องการตอบสนองต่อประชาชน ซึ่งเปิดตัววันแรกปรากฏว่าได้รับการตอบสนองจากประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยหลังจากท่านนายกฯทำการเปิดตัวโครงการ เพียง 1 ชั่วโมงแรก มีประชาชนสนใจเข้าลงทะเบียนทางเว็บไซต์ ‘www.บ้านเพื่อคนไทย.th’ มากถึง 12 ล้านคน และ 20 ล้านคน ภายในระยะเวลา 2 ชั่วโมง ส่งผลให้เว็บล่ม ในขณะนี้ได้เปิดโอกาสในประชาชนแสดงความสนใจ ความต้องการตามเงื่อนไขที่ได้กำหนด โดยมีการเปิดนำร่อง 4 โครงการพร้อมกัน รวมจำนวนเกือบ 5,000 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 1.2-1.8 ล้านบาท หรือ 4,000 บาท/เดือน เมื่อมีการจองเข้ามา ก็จะมีการส่งข้อมูลทั้งหมดเข้าระบบ ซึ่ง 1 ท่านสามารถถือครองสิทธิ์ได้ 99 ปี โดยจะมีการพัฒนาเป็นเฟสๆ ส่วนงบลงทุนยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยว่าจะมีจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งจะสร้างตามดีมานด์ โดยประชาชนสามารถเข้าชมและจอง ณ โถงกลาง ประตู 1 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ได้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2568 ส่วนการจองผ่านระบบออนไลน์ ยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะแจ้งว่าชุดนี้จะมีการ Ram Dom แล้ว ”นายสุริยะ กล่าว
โดยหลังจากวันเปิดจอง หลังจากนั้นไม่เกิน 3 เดือน ก็จะสามารถทราบได้ว่าใครผ่านเกณฑ์และจะทำการ Ran Dom โดยกองสลากต่อไป เพื่อความยุติธรรมและโปร่งใส ทั้งนี้จะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ปีครึ่ง และประชาชน ในเฟสแรกจะสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ประมาณกลางปี 2569 ซึ่งการก่อสร้างก็จะเป็นการคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง ตามระบบ ถูกต้องตามกฎหมายทุกกระบวนการ และอนาคตก็จะมีการพัฒนาโครงการในรูปแบบดังกล่าวตามหัวเมืองใหญ่ๆในลำดับต่อไป ซึ่งโปรเจกต์นี้ถือว่าเป็นการสร้างลูกค้ารายใหม่ให้กับบ้านจัดสรรคอมเมอเชียล ซึ่งถือว่าไม่เป็นการแย่งดีมานด์ในตลาดอสังหาฯ หากอนาคตประชาชนกลุ่มนี้มีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินมากขึ้น ก็สามารถที่จะขยายไปซื้อที่อยู่อาศัยในขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้ ณ วันนี้ถือได้ว่ารัฐบาลได้ช่วยเหลือทางอ้อม ในการสร้าง Customer ใหม่ให้กับ Commercial ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งไม่มีความกังวลแต่อย่างใด เพราะเป็นสินค้าต่างเซกเมนต์ และคนละตลาดกับตลาดรวมอสังหาฯ
โดยโครงการนี้ถือว่าเป็นทรัพย์อิงสิทธิ์ เช่าซื้อระยะยาว 99 ปี หากผู้ถือสิทธิ์เสียชีวิต สามารถโอนให้ทายาทหรือครอบครัวได้เลย แต่ถ้าจะขายต่อให้บุคคลอื่นก็ต้องเข้าสู่ระบบใหม่ ซึ่งต้องให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)เป็นผู้พิจารณา และมั่นใจว่าโครงการนี้จะไม่ซ้ำรอยกับกรณีของบ้านเอื้ออาทรอย่างแน่นอน เพราะมีวิธีคิดคนละรูปแบบ
โดยบรรยากาศในวัน 17 มกราคม 2568 ที่เปิดให้ชมห้องตัวอย่าง “บ้านเพื่อคนไทย”วันแรก ปรากฏว่ามีประชาชนให้ความสนใจอย่างล้นหลาม รวมทั้งการจองผ่านระบบออนไลน์ก็ให้ความสนใจจองที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก เพียง 1 ชั่วโมง มากถึง 12 ล้านคน
คุณสมบัติของผู้ซื้อสิทธิ
* เป็นผู้มีสัญชาติไทย
* เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ณ วันลงทะเบียน
* เป็นผู้ที่มีรายได้ ณ วันลงทะเบียน ไม่เกิน 50,000 บาท/เดือน
* ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่อาจใช้พักอาศัยทุกประเภท
* ไม่เคยได้สิทธิ ในโครงการบ้านเพื่อคนไทย
ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล จึงกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิการจอง/เช่า ดังนี้
คุณสมบัติผู้ซื้อสิทธิโครงการบ้านเพื่อคนไทย
-เป็นผู้มีสัญชาติไทย
-เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ณ วันลงทะเบียน
-เป็นผู้ที่มีรายได้ ไม่เกิน 50,000 บาท ต่อเดือน
-ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่อาจใช้พักอาศัยได้ทุกประเภท
-ต้องไม่เคยได้สิทธิในโครงการบ้านเพื่อคนไทย
เงื่อนไขในการซื้อสิทธิโครงการบ้านเพื่อคนไทย
-ผู้ซื้อสิทธิ 1 ท่าน มีสิทธิจองอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างได้ 1 หน่วย ต่อ 1 โครงการ เท่านั้น แต่หากการพิจารณาให้สิทธิในโครงการใดเสร็จสิ้นไปแล้วและไม่ได้สิทธิ สามารถใช้สิทธิจองอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างอีกครั้งในจังหวัดเดิมได้
-ห้ามโอนสิทธิในโครงการบ้านเพื่อคนไทยภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันจดทะเบียนสิทธิ
-ห้ามนำอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างในโครงการบ้านเพื่อคนไทยไปให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ หรือทำนิติกรรมในลักษณะที่เป็นการต่างตอบแทนเพื่อให้บุคคลอื่นได้ใช้ประโยชน์ในอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง เว้นแต่เป็นการใช้เพื่อประโยชน์ของสมาชิกในครอบครัวของผู้ซื้อสิทธิ
-หากความปรากฏว่าผู้ซื้อสิทธิขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง โดยขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกสิทธิในโครงการบ้านเพื่อคนไทย บอกเลิกสัญญา หรือปรับอัตราผลตอบแทนตามเหตุและปัจจัย
-หากความปรากฏว่าผู้ซื้อสิทธิมีพฤติการณ์ปรากฏให้เห็นหรือเชื่อได้ว่าเป็นผู้มีรายได้เกินกว่า 50,000 บาท ต่อเดือน ทั้งนี้ ขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกสิทธิในโครงการบ้านเพื่อคนไทย บอกเลิกสัญญา หรือปรับอัตราผลตอบแทนตามเหตุและปัจจัย
***เงื่อนไขอื่นเป็นไปตามที่ประกาศกำหนด
***สงวนสิทธิ์ที่จะแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไขใด ๆ ดังกล่าวข้างต้น
ทั้งนี้โครงการ "บ้านเพื่อคนไทย"นั้น นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยกล่าวไว้ว่าจะพัฒนาให้ได้ 1 ล้านยูนิตทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละทำเลของรฟท.ล้วนเป็นพื้นที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ หากเป็นที่ดิน Leasehold แล้วนำมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ราคาจะสูงเกิน 5 ล้านบาทต่อยูนิต และสูงสุดถึงหลักร้อยล้านบาทต่อยูนิต และเมื่อรัฐบาลชุดนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นำที่ดินของรฟท.มาพัฒนาในราคาที่ถูกและใกล้การคมนาคมที่เดินทางได้อย่างสะดวกสบาย จึงไม่แปลกใจที่จะมีประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมากเป็นพิเศษ ส่วนจะประสบความสำเร็จและมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการอสังหาฯไทยมากน้อยเพียงไร คงต้องจับตาดูกันต่อไป