InnovestX มองตลาดยังขาดปัจจัยหนุน คาดดัชนีผันผวนในกรอบ 1,330-1,350 จุด
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้(21ม.ค.) คาด SET เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบระหว่าง 1,330-1,350 จุด โดยคาดเงินบาทที่กลับมาแข็งค่า ทำให้แรงกดดันด้าน Fund Flow ไหลออกน้อยลง ทำให้แนวรับบริเวณ 1,330 จุด ยังรองรับได้ ในขณะที่ตลาดยังกังวลถึงนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศของทรัมป์ และตลาดที่ยังขาดปัจจัยหนุน ทำให้กรอบบนถูกจำกัดที่แนวต้าน 1,350 จุด
ประเด็นสำคัญ
• ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของปธน. ทรัมป์ ได้กล่าวถึงนโยบายต่างๆ ที่จะทำ เช่น ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานและลดราคาพลังงานในประเทศ, การเก็บภาษีอากรจากต่างประเทศ, ยกเลิกนโยบายส่งเสริมการผลิต EV เป็นต้น
• ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ธ.ค. 2567 อยู่ที่ 90.1 ลดลงจาก พ.ย. ที่ 91.4 เนื่องจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมชะลอลงจากการเร่งผลิตเมื่อเดือน พ.ย. และเดือน ธ.ค. มีวันทำงานน้อย รวมทั้งน้ำท่วม และสภาพอากาศแปรปรวนในภาคใต้ยังไม่คลี่คลาย
• ททท. ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอเลิกวีซ่าฟรีให้กับนักท่องเที่ยวจีน ด้านผู้ประกอบการเสนอลดวันพักลงจากเดิม 60 วัน เป็น 10-15 วัน คาดนักท่องเที่ยวจีนปี 2568 อยู่ที่ 8 ล้านคน จากปีก่อนที่ 6.73 ล้านคน
• กระทรวงพาณิชย์เผย 29 กลุ่มสินค้าไทยที่มีความเสี่ยงอาจถูกสหรัฐฯ ใช้มาตรการทางภาษี ขณะที่สหรัฐฯ กำลังจับตาประเทศที่มีกลุ่มทุนจีนเข้าไปลงทุนเพื่อตั้งฐานการผลิตเพื่อเลี่ยงสงครามการค้า
• ผู้ว่า ธปท. คนปัจจุบันจะครบวาระในวันที่ 30 ก.ย. นี้และกระบวนการสรรหาจะต้องเริ่มภายใน 90 วันก่อนวันครบวาระ รมว. คลังเผยว่าต้องการผู้ว่า ธปท. ที่เป็นคนรุ่นใหม่และมีมุมมองไปข้างหน้า
• นายกฯ และคณะเดินทางร่วมประชุม World Economic Forum ที่เมือง Davos ระหว่างวันที่ 20-25 ม.ค. นี้ โดยมีเป้าหมายใช้เวทีดังกล่าวดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมชั้นนำและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ
• EU ประกาศเลื่อนบังคับใช้มาตรการสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าออกไป 12 เดือน ส่งผลให้บริษัทรายใหญ่มีเวลาเตรียมพร้อมก่อนวันที่ 30 ธ.ค. 2568 และ SMEs มีเวลาก่อนวันที่ 30 มิ.ย. 2569
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET มีแนวโน้มฟื้นตัวในกรอบแคบ โดยมีแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 1,400 จุด ทั้งนี้แม้มองปัจจัยภายนอกจากภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยมีท่าทีดีขึ้น รวมถึงผลประกอบการ 4Q67 ของ บจ. ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มออกมาแข็งแกร่ง และท่าทีของว่าที่ ปธน. สหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าอย่างค่อยเป็นค่อยไปยังทำให้ตลาดคลายกังวลได้ในระดับนึง แต่อย่างไรก็ดี ปัจจัยภายในประเทศ (นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ) ยังมีแนวโน้มเปราะบางจากการขาดความเชื่อมั่นด้านการลงทุน ทำให้ตลาดหุ้นไทยอาจฟื้นตัวได้ช้ากว่าตลาดหุ้นในต่างประเทศ อีกทั้งกระแสเงินของนักลงทุนต่างชาติยังไม่มีสัญญาณกลับมาซื้อหุ้นไทยอย่างมีนัยฯ ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy”
Daily top picks
BBL: Valuation ถูกที่สุดในกลุ่ม ซื้อขายด้วย PER และ PBV ปี 2568F ต่ำสุดที่ 6.2x (ค่าเฉลี่ยกลุ่ม 8x) และ 0.48x (ค่าเฉลี่ยกลุ่ม 0.8x) ตามลำดับ ความเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุดในกลุ่ม คาดกำไรปี 2567 เติบโต 7%YoY และเติบโตต่อ 3%YoY ในปี 2568 หนุนจาก Credit Cost ลดลง, NIM และสินเชื่อขยายตัวดี และสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลง
ADVANC: หุ้น Defensive ซึ่งกำไรเติบโตได้ต่อเนื่อง โดย 4Q67 คาดมีกำไรปกติ 8.7 พันลบ. เติบโต 23%YoY และ 3%QoQ แรงหนุนจากรายได้การให้บริการหลักที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและการควบคุมต้นทุนที่ดี ส่งผลให้ปี 2567 คาดมีกำไรปกติ 3.43 หมื่นลบ. เติบโต 20%YoY (สูงกว่าประมาณการของเรา 8.5%) และมองประมาณการกำไรปี 2568 ของเราอาจมี Upside