หากพูดถึงประเทศที่มีความก้าวหน้าในการบริหารจัดการท่าเรือ ญี่ปุ่นคือตัวอย่างที่หลายประเทศทั่วโลกยกย่อง ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเกาะทำให้ญี่ปุ่นพัฒนาท่าเรือที่มีทั้งประสิทธิภาพและความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง แต่จะเป็นอย่างไรหากประเทศไทยสามารถนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้?
ในการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นครั้งล่าสุดของ คุณเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ท่านได้เปิดเผยถึงเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาท่าเรือไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล พร้อมนำแนวคิดจากท่าเรือโยโกฮามา ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในญี่ปุ่น มาประยุกต์ใช้กับท่าเรือในประเทศไทย
Q: การเดินทางครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายอะไรเป็นพิเศษ?
A: ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะญี่ปุ่นเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการท่าเรือมาอย่างยาวนาน จากประสบการณ์กว่า 100 ปี โดยเฉพาะท่าเรือโยโกฮามา ที่ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า แต่ยังเป็นท่าเรืออันดับหนึ่งด้านการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น
ท่าเรือโยโกฮามามีระบบบริหารจัดการที่โดดเด่น ทั้งการจัดโซนพื้นที่เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชน การใช้เทคโนโลยีทันสมัย และการพัฒนาพื้นที่ผ่านการถมทะเล ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาปรับใช้กับท่าเรือในประเทศไทย
Q: ความร่วมมือระหว่างท่าเรือโยโกฮามาและการท่าเรือแห่งประเทศไทยมีความเป็นมาอย่างไร?
A: ความสัมพันธ์ของเราย้อนกลับไปกว่า 10 ปี โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลายฉบับ ล่าสุดเราได้ต่ออายุ MOU เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งใน MOU ฉบับนี้ เรามุ่งเน้นความร่วมมือในด้านการพัฒนาท่าเรือสีเขียว การใช้พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างบุคลากร
Q: มีอะไรที่โดดเด่นในระบบการบริหารจัดการของญี่ปุ่นที่คุณคิดว่าไทยควรเรียนรู้?
A: ญี่ปุ่นมีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน เช่น ท่าเรือโยโกฮามามีบริษัทที่ชื่อ Yokohama Port Corporation (YPC) รับผิดชอบด้านนโยบาย และ Yokohama-Kawasaki International Port Corporation (YKIP) ดูแลด้านการขนส่งสินค้า โครงสร้างนี้ช่วยให้การบริหารจัดการเป็นระบบ
อีกจุดที่น่าสนใจคือการจัดสรรพื้นที่ที่ชัดเจน เช่น เขตท่าเรือ เขตอุตสาหกรรม และเขตที่อยู่อาศัย เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน และการถมทะเลเพื่อขยายพื้นที่ที่ช่วยให้โยโกฮามาสามารถพัฒนาท่าเรือใหม่ได้โดยไม่ต้องกระทบพื้นที่เดิม
Q: ท่าเรือกรุงเทพจะนำบทเรียนนี้มาปรับใช้อย่างไร?
A: ท่าเรือกรุงเทพมีพื้นที่จำกัดเพียง 2,353 ไร่ ซึ่งถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับท่าเรือในญี่ปุ่น แต่เราสามารถนำแนวคิดการจัดโซนพื้นที่และการพัฒนาพื้นที่ใหม่มาใช้ เช่น การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า ลดผลกระทบต่อชุมชน และเพิ่มพื้นที่สีเขียว
การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำเอาแนวคิดระดับโลกมาพัฒนาท่าเรือไทยให้ยั่งยืนในระยะยาว
“ญี่ปุ่นไม่ใช่เพียงแรงบันดาลใจ แต่คือคู่ค้าที่เราสามารถเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน”
เกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข กล่าวทิ้งท้าย