“ศุภาลัย”โชว์ฟอร์มฐานการเงินแกร่ง เดินหน้าผุด 36 โครงการใหม่ รวมมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท ผุดคอนโดฯมากสุดในรอบ 10 ปี สวนกระแสภาพรวมตลาดเปิดตัวน้อยสุดย้อนหลังในรอบ 15 ปี
อสังหาริมทรัพย์

“ศุภาลัย”โชว์ฟอร์มฐานการเงินแกร่ง เดินหน้าผุด 36 โครงการใหม่ รวมมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท ผุดคอนโดฯมากสุดในรอบ 10 ปี สวนกระแสภาพรวมตลาดเปิดตัวน้อยสุดย้อนหลังในรอบ 15 ปี

ศุภาลัย เผยทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2568 ด้วยกลยุทธ์สำคัญของบริษัทฯ ชูสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง รองรับการขยายตัวสู่การเป็น Multi-National Company นำเทคโนโลยีเสริมทัพในการดำเนินธุรกิจ ตั้งเป้ายอดขาย 32,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม รวม 36 โครงการ ทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค รวมมูลค่า 46,000 ล้านบาท ผุดคอนโดฯมากสุดในรอบ 10 ปี สวนกระแสตลาดรวมที่เปิดตัวลดลงในรอบ 15 ปี และจ่อเปิดตัวใหม่ที่ออสเตรเลีย อีก 1 โครงการ เตรียมงบจัดซื้อที่ดินเพิ่มอีก 8,000 ล้านบาท รองรับการขยายโครงการใหม่อนาคตการ

 

ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า ทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 คาดว่าจะมีการขยายตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยผู้ประกอบการยังคงเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการเติบโตของตลาด หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงคือ การลดลงของ Supply จากบริษัทต่างๆ เปิดโครงการลดลง ที่ดินทำเลดีหายากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ให้ความสนใจในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบสนองต่อเทรนด์สีเขียว และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI และ IoT โดยมีความท้าทายที่ต้องจับตา เช่น อัตราดอกเบี้ย ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง ขณะเดียวกันประชากรเกิดใหม่ก็มีจำนวนที่ลดลง รวมไปถึงกฎหมายาควบคุมอาคารและสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดมากขึ้น แต่ยังคงมีโอกาสสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด โดยเฉพาะจากการลงทุนจากต่างชาติ และการขยายตัวของเมืองรอง ในทำเลศักยภาพใหม่ที่น่าจับตามอง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตได้ ซึ่งในต่างจังหวัดนั้นบริษัทฯมีที่ดินพัฒนาแล้วรวม 32 จังหวัด

ส่วนการที่ภาครัฐมีการพัฒนา “บ้านเพื่อคนไทย”ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้ปานกลาง-มีรายได้น้อย เพราะที่ดินของภาครัฐทั่วประเทศยังมีอีกมาก เหมือนไม่มีต้นทุน จะดำเนินการอย่างไรก็ได้ เพราะหากไม่นำมาพัฒนาก็จะปล่อยทิ้งรกร้าง ส่วนกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางาขึ้นมาก็จะเป็นการพัฒนาโดยภาคเอกชน และถ้าภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าไปช่วย ก็มีความพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือ หรือถ้าต้องการมาตรฐานที่สูง ก็ต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาช่วย เช่น บีโอไอ และทุกอย่างต้องเป็นไปตามมาตรฐานการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

“ปีนี้สิ่งที่เห็นชัดคือเงินเฟ้อต่ำ พบว่าวัสดุต่างๆมีการปรับลดราคาลง และปีนี้น้ำมันก็จะลดราคา รวมไปถึงอัตราดอกเบี้ยก็จะลดเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นความหวังว่าในปี 2568 นี้น่าจะดีกว่าปี 2567 ที่ผ่านมา และคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) จะโตประมาณ 3% จากภาคการส่งออก การท่องเที่ยวก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวดีขึ้น ชาวต่างชาติก็ให้ความสนใจอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น จะทำให้ในปีนี้สามารถทำราคาขายที่อยู่อาศัยได้เท่ากับเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาได้อีกครั้ง” นายประทีป กล่าว

 

ส่วนการแข่งขันในภาคอสังหาฯมองว่าที่ผ่านมามีการแข่งขันที่มากอยู่แล้ว แต่ในปีนี้จะอ่อนตัวลง เพราะมีซัปพลายที่น้อย ซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับตัว เพราะบางโครงการที่จะพัฒนาถูกจำกัดทางการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยกู้สินเชื่อโครงการ จึงทำให้ซัปพลายไม่ค่อยมีมากนัก  แต่ไม่ว่าปี 2568 นี้จะเป็นอย่างไร บางบริษัทฯมีการปรับลดเปิดตัวโครงการใหม่จำนวมมาก แต่ศุภาลัยกลับสวนกระแส เพราะมีสภาพคล่องทางการเงินที่แข็งแกร่ง

โดยภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2568 นั้น ศุภาลัยฯถือได้ว่า ก้าวสู่จากบริษัทระดับชาติ เป็นบริษัทข้ามชาติไปแล้ว จากการขยายการลงทุนในประเทศออสเตรเลียในปลายปี 2567 ซึ่งถือเป็นปีสำคัญแห่งการเติบโตขยายศักยภาพในทุกมิติ ด้วยศักยภาพและความพร้อมของส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงที่สุดและหนี้สินต่อทุนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ โดยได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรจากทริสเรทติ้งที่ระดับ A ต่อเนื่อง 11 ปี สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถในการเติบโตทางธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 97,876 ล้านบาท และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อยู่ที่ 51% อีกทั้งมีทุนหรือส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 52,929 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง 0.85 เท่า และยังสามารถสร้างกำไรสุทธิ 4,201 ล้านบาท สำหรับงวด 9 เดือน ปี 2567 ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในอุตสาหกรรม แสดงถึงความมั่นคงและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

 

ศุภาลัย มีแผนการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้จะมีโครงการระหว่างพัฒนารวมเกือบ 300 โครงการ ทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันศุภาลัยได้ลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศออสเตรเลียแล้ว 24 โครงการ รวมมูลค่าโครงการทั้งหมด 185,500 ล้านบาท ด้วยเงินลงทุนของศุภาลัย 22,300 ล้านบาท  โดยยอดขายในปี 2567 เติบโตจากปี 2566 สูงถึง 49% ซึ่งเป็นการเติบโตเป็นที่น่าพึงพอใจ สำหรับในปี 2568 คาดว่ายอดขายในประเทศออสเตรเลียมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นได้มากถึง 100% ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานรายได้ของบริษัทฯ ในต่างประเทศ สำหรับการลงทุนในประเทศ กำหนดงบประมาณการจัดซื้อที่ดิน 8,000 ล้านบาท เพื่อขยายการพัฒนาโครงการในทำเลใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ ซึ่งครอบคลุมมากถึง 30 จังหวัดดยเพิ่มจังหวัดใหม่ ได้แก่ ลพบุรี สุพรรณบุรี รวมถึงพื้นที่เศรษฐกิจของภาคใต้อย่างเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี อีกทั้งมีการพัฒนาบ้านและคอนโดมิเนียม ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ แบบบ้านใหม่ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพสินค้า นวัตกรรมที่อยู่อาศัยรักษ์โลก ส่งมอบบ้านและการบริการที่ดีที่สุด ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนการลงทุนในออสเตรเลียในปี 2568 วางแผนเปิดอีก 1 โครงการ โดยคาดว่ารายได้จากออสเตรเลียจะเพิ่มขึ้น 100% มาแตะ 6,000 ล้านบาท จากปีก่อนประมาณ 3,000 ล้านบาท ที่เข้ามาสนับสนุนผลการดำเนินงานของบริษัท และนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานรายได้ของบริษัทในต่างประเทศของศุภาลัยฯ

 

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI กล่าวว่า ภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์แม้ว่าจะมีความท้าทายก็ตาม แต่ยังคงมีความต้องการซื้อที่งยู่อาศัยที่สูงต่อเนื่อง แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจ และปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่สูง ทำให้การขอสินเชื่อจะมีการติดขัดอยู่บ้าง แต่มองว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังไม่ได้ลดน้อยลงไป ซึ่งเห็นได้จากการซื้อโครงการสร้างเสร็จพร้อมขายของศุภาลัยที่ยังสามารถทำการขายได้ดีต่อเนื่อง ประกอบกับในปีนี้มองว่าซัปพลายใหม่ๆที่จะเข้ามาลดลงไปมาก ทำให้จำนวนการเปิดโครงการใหม่ลดลงโดยเฉพาะคอนโดฯที่มีการเปิดตัวน้อยที่สุดในรอบย้อนหลัง 15 ปี แต่ดีมานด์ยังไม่หายไป ซึ่งกำลังรอเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อไป เพราะเชื่อว่าจุด Bottom ของภาคอสังหาฯผ่านไปแล้ว ดังนั้นในปีนี้ จึงเป็นปีของผู้พร้อม โดยศุภาลัยฯนั้นถือว่าสวนกระแสเศรษฐกิจ เพราะมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะใช้โอกาสนี้เพิ่มส่วนแบ่งตลาด จึ่งทำให้บริษัทยังมีความมั่นใจในการเดินหน้ารุกขยายธุรกิจของบริษัทฯทั้งในประเทศและออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง

“เราคาดว่าปี 68 จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายในหลายมิติ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขัน บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตทางด้านรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว” นายไตรเตชะ กล่าว

ส่วน “บ้านเพื่อคนไทย”เป็นความคิดที่ดี เพราะคนไทยจะมีโอกาสได้ที่อยู่อาศัยใน ที่เหมาะสม ซึ่งจะไปทดแทนอะพาร์ตเมนต์ให้เช่ามากกว่า และคงไม่มีผลกระทบกับผู้ประกอบการอสังหาฯมากนัก เพราะคนละเซกเมนต์ ซึ่งการพัฒนา “บ้านเพื่อคนไทย”เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องให้แน่ใจว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตามต้องคำนึงว่าการดำเนินการนั้นการนำะเป็นเงินภาษีของประชาชนไปใช้

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกปีที่มีความท้าทาย แต่บริษัทฯ ก็สามารถก้าวผ่านมาได้อย่างมั่นคง ด้วยความพร้อมทางต้นทุนทางการเงิน และความสามารถในการบริหารความเสี่ยง โดยมีการเปิดตัวโครงการทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม รวม 41 โครงการ มูลค่ารวม 52,380 ล้านบาท มียอดขายรวม 26,743 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 37 โครงการ (กรุงเทพฯ และปริมณฑล 16 โครงการ, ภูมิภาค 21 โครงการ) และโครงการคอนโดมิเนียม 4 โครงการ

 

ด้านแผนการดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยอดขาย 32,000 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้ 30,000 ล้านบาท โดยวางแผนเปิดตัวใหม่ 36 โครงการ แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 28 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียม 8 โครงการ (ถือว่าเป็นการเปิดตัวมากที่สุดในรอบ 10 ปี) คิดเป็นมูลค่ารวม 46,000 ล้านบาท น้อยกว่าปี 2567 ที่ประกาศแผนไว้ 42 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านบาท แต่สามารถเปิดตัวได้ 41 โครงการ แต่มีมูลค่าโครงการรวมที่มากกว่า คือ 52,380 ล้านบาท  ซึ่งในปีนี้จะมีการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ในหลากหลายด้าน เพื่อปรับตัวทำการตลาดให้โดนใจลูกค้า และการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยการปรับ 5 กลยุทธ์ ประกอบด้วย

 

1.ด้านสินค้าและผลิตภัณฑ์ พัฒนาโครงการแนวราบในราคาที่เข้าถึงได้ เจาะกลุ่มตลาดระดับราคา 3-5 ล้านบาท มีการพัฒนาแบบบ้านใหม่ เพิ่มการลงทุนในที่ดินขนาดใหญ่ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้แห่งการอยู่อาศัยทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค รวมถึงมุ่งมั่นการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ และเพิ่มระยะเวลารับประกัน โดยโครงการคอนโดมิเนียม โครงสร้างจากเดิม 5 ปี เพิ่มเป็น 10 ปี และส่วนควบจากเดิม 2 ปี เพิ่มเป็น 3 ปี รวมทั้งโครงการแนวราบ ส่วนควบจากเดิม 1 ปี เพิ่มเป็น 3 ปี โดยบริษัทฯ ได้นำร่องที่โครงการคอนโดมิเนียม คือ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ, ศุภาลัย เซนส์ ศรีนครินทร์ และโครงการแนวราบที่ศุภาลัย เอสเซ้นส์ บางนา-สุวรรณภูมิ เพื่อตอบโจทย์ความมั่นใจในการอยู่อาศัยในโครงการศุภาลัย

2.ด้านการตลาด มีการนำ AI และเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านการตลาด โดยการนำข้อมูลมาวิคราะห์ เพื่อมอบประสบการณ์การซื้อที่อยู่อาศัยที่ง่าย สะดวก และตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม

3.ด้านนวัตกรรมดิจิทัล ผสานนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด Smart Village เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

4.ด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่ความยั่งยืนในการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้า ด้วยการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนฯ ของวัสดุที่ใช้ในทุกกระบวนการของธุรกิจ 100% ในปี 2568 มุ่งสู่เป้าหมายการจัดซื้อวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Procurement)

5.ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ด้วยความโปร่งใสและจริยธรรม พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายและจรรยาบรรณทางธุรกิจ

ล่าสุดได้เตรียมเปิดขายโครงการแรกของต้นปี 2568 คือ โครงการ “ศุภาลัย พรีมา วิลล่า ถนนอุทยาน” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 29 ไร่เศษ เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาดตั้งแต่ 100-169 ตารางวา ราคาตั้งแต่ 17.9-35 ล้านบาท จำนวน 65 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท โดยพร้อมเปิดขายในวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2568 นี้

“คาดว่าปี 2568 นี้ จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายในหลายมิติ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตทางด้านรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว”นายไตรเตชะ กล่าวในที่สุด

 

 

You can share this post!