InnovestX มองหุ้นไทยขาดปัจจัยใหม่ ทำให้ดัชนีกรอบบนยังถูกจำกัดที่แนวต้าน 1,355-1,360 จุด รอลุ้นผลประชุมเฟด
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้(29ม.ค.) ตลาดยังดูขาดปัจจัยหนุนใหม่ ขณะที่การประชุมเฟดตลาดให้น้ำหนักเกือบ 100% ต่อการคงดอกเบี้ย ทำให้ระยะสั้นดอลลาร์แข็งค่า และบาทกลับมาอ่อนค่าได้ ส่งผลให้ Fund Flow ไหลเข้าชะลอลง ด้านดัชนีกรอบบนยังถูกจำกัดที่แนวต้าน 1,355-1,360 จุด ส่วนกรอบล่างมีแนวรับที่บริเวณ 1,335-1,340 จุด
ประเด็นสำคัญ
• ส.อ.ท. เผยยอดผลิตรถยนต์ปี 2567 อยู่ที่ 1.46 ล้านคัน ลดลง 19.95%YoY ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 1.5 ล้านคัน ขณะที่ปี 2568 ตั้งเป้ายอดผลิตรถยนต์ม 1.5 ล้านคัน เติบโต 2.11%YoY แบ่งเป็นผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศ 5 แสนคัน และผลิตเพื่อส่งออก 1 ล้านคัน
• ปลัดกระทรวงการคลังเผยคลังอยู่ระหว่างการจัดทำระบบ Credit Score สำหรับการให้สินเชื่อ “อารีย์สกอร์” โดยการเชื่อมโยงกับข้อมูลการชำระเงินในหน่วยงานอื่นๆ เช่น ภาษี, น้ำประปา, ไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อปัญหาสินเชื่อนอกระบบ คาดสามารถสรุปได้ภายใน ก.พ. นี้
• รมว. ท่องเที่ยวฯ เผยการท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 1-26 ม.ค. 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 3,020,511 คน เพิ่มขึ้น 19.3%YoY โดยในสัปดาห์ก่อนมีแรงหนุนจากกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่เพิ่มขึ้น 16.0%WoW โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นมากถึง 20.3%WoW
• ครม. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก. ไซเบอร์ ซึ่งจะเพิ่มอำนาตและบทลงโทษเพื่อปราบปรามอาชญกรรมออนไลน์ และให้ค่ายมือถือ-แบงค์ร่วมรับผิดชอบ คาดจะประกาศบังคับใช้ได้ใน ก.พ. นี้
• กพท. เผยปี 2567 ภาพรวมผู้โดยสารมีจำนวน 140 ล้านคน เพิ่มขึ้น 15.12%YoY และฟื้นตัว 85.14% เมื่อเทียบกับสภาวะปกติ ขณะที่มองปี 2568 อุตสาหกรรมการบินจะฟื้นตัวและกลับมาเติบโตในระดับเดียวกับปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 ที่มีผู้โดยสารประมาณ 160 ล้านคน
• กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวันออกตอบโต้ต่อการขึ้นภาษีนำเข้าต่อสหรัฐฯ และกดดันให้ผู้ผลิตย้ายฐานการผลิตสู่สหรัฐฯ โดยเผยว่าสหรัฐฯ-ไต้หวันมีความสัมพันธ์แบบชนะทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้ออกแบบและไต้หวันเป็นผู้ผลิต
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัวไซด์เวย์ โดยยังมีแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 1400 จุด ทั้งนี้แม้ตลาดยังไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ แต่ช่วงที่ผ่านมา (YTD) ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงจน Underperform ตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งมองสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว ขณะที่ปัจจัยภายนอกยังคงมองภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยจะมีท่าทีดีขึ้น รวมถึงผลประกอบการ 4Q67 ของ บจ. ในสหรัฐมีแนวโน้มออกมาแข็งแกร่ง โดยมองว่าการประชุมนโยบายการเงินของ ECB คาดจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ส่วน FED คาดคงดอกเบี้ยนโยบาย อีกทั้งปัจจัยภายในประเทศคาดการเข้าสู่บรรยากาศจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลตรุษจีนและการแจกเงินหมื่นเฟสสองให้แก่ผู้สูงอายุจะเข้ามาช่วยกระตุ้นบรรยากาศลงทุนได้บ้าง ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลักที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และ 1 ธีมเทรดดิ้งระยะสั้น ดังนี้
1. หุ้นที่คาดได้อานิสงส์บวกจากการเข้าสู่บรรยากาศจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลตรุษจีน อีกทั้งมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐจะเริ่มมีผลบังคับใช้ เช่น นำค่าซื้อสินค้ามาลดหย่อนภาษี (Easy E-Receipt) ในช่วง 16 ม.ค.-28 ก.พ. 68 และแจกเงินหมื่นเฟส 2 ให้ผู้สูงอายุในวันที่ 27 ม.ค. นี้ แนะนำ กลุ่มพาณิชย์ (CRC HMPRO CPALL TNP) กลุ่มท่องเที่ยว (MINT AOT)
2. นักลงทุนที่ต้องการหุ้นปันผลสูงซึ่งคาดมีเงินปันผลจ่ายที่เหลือจากกำไรปี 2567 คิดเป็น Div. Yield เกิน 3% เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุน แนะนำ AP KTB BBL PTT
3. หุ้น Earnings Play ซึ่งมองราคาหุ้นยังไม่ได้ปรับขึ้นสะท้อนโมเมนตัมกำไร 4Q67 ที่คาดจะเติบโตดี YoY และ QoQ อีกทั้งยังมีศักยภาพการจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ เลือก ADVANC TRUE AMATA AWC AU ERW
4. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงอาจเก็งกำไรในหุ้น Mid-Small Cap. ที่ราคาหุ้นปรับลง YTD มากกว่าตลาด แต่ 4Q67 และปี 2568 คาดกำไรยังเติบโตดีและมีฐานะการเงินแกร่ง เลือก AMATA AU BCH BLA TIDLOR
Daily top picks
MINT: 4Q67 คาดมีกำไรปกติ 2.8 พันลบ. เพิ่มขึ้น 11%YoY และ 5%QoQ ซึ่งดีกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าว่ากำไรปกติจะลดลง QoQ หนุนจากธุรกิจโรงแรมในไทยที่แข็งแกร่งและดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง ทั้งนี้มองปัจจัยบวกนี้ยังไม่ได้สะท้อนราคาหุ้น เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลง 8%YTD และซื้อขายที่ PER 2568F ระดับ 21 เท่า ต่ำกว่าระดับ -2SD ของ PER เฉลี่ยในอดีต
HMPRO: 4Q67 คาดกำไรปกติจะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ จากการขยายสาขาและ EBIT Margin ที่กว้างขึ้น ยอดขายสาขาเดิม 1Q68 มีแนวโน้มจะปรับขึ้นจากมาตรการ Easy E-Receipt ช่วง 16 ม.ค.-28 ก.พ. 2568 และความต้องการซื้อเครื่องฟอกอากาศสำหรับกรองฝุ่น PM 2.5 อีกทั้ง Valuation ยังน่าสนใจ ซื้อขายที่ PER 2568F ต่ำกว่า -2S.D.