InnovestX มองหุ้นไทยยังผันผวน จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ทำให้ตลาดขาดปัจจัยหนุน กรอบบนยังถูกจำกัด ที่แนวต้าน 1,312/1,320 จุด ระวังอย่าหลุดแนวรับ 1,280
บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ประมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้( 5ก.พ.) คาด SET เคลื่อนไหวผันผวน ท่ามกลางการเริ่มต้นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังจีนประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ 15% จากก่อนหน้าที่สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าจากจีน 10% ขณะที่ตลาดยังดูขาดปัจจัยหนุน ทำให้กรอบบนยังถูกจำกัดที่แนวต้าน 1,312 และ 1,320 จุด ตามลำดับ ด้านแนวรับอยู่ที่ 1,280-1,290 จุด หากต่ำกว่าเป็นสัญญาณลบต่อ
ประเด็นสำคัญ
• จีนประกาศเก็บภาษีนำเข้าถ่านหินและก๊าซ LNG จากสหรัฐฯ ในอัตรา 15% และน้ำมันดิบ อุปกรณ์ด้านการเกษตร และรถยนต์บางประเภท 10% มีผลตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. ตอบโต้การเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
• ปธน. ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุดต่ออิหร่านเพื่อลดการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเหลือศูนย์ และเผยว่าต้องการทำข้อตกลงกับยูเครน โดยขอการเข้าถึงแร่ธาตุหายากและทรัพยากรอื่นๆ เพื่อแลกกับความช่วยเหลือด้านสงคราม
• FETCO เผยสภาตลาดทุนอยู่ระหว่างเตรียมเข้าหารือกับรมว. คลัง เพื่อรายงานความคืบหน้าการขายกองทุน TESG ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงประเด็นกองทุน TESG ลงทุนในบอนด์มากกว่าหุ้น ESG ซึ่งอาจต้องหารือกันต่อว่าทำอย่างไรจะส่งเสริมให้มีการลงทุนในหุ้น ESG มากขึ้น
• จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตั้งแต่ 1 ม.ค.-2 ก.พ. ที่ 3,967,469 คน สร้างรายได้ราว 1.95 แสนลบ. โดย จำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อัน ดับแรก ได้แก่ จีน มาเลเซีย รัสเซีย เกาหลีใต้ และอินเดีย
• ครม. มีมติเห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ. Financial Hub หนุนการออกใบอนุญาตและกำกับดูแลมีความครบวงจร เป็นสากล และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ หวังเป็นผู้นำการเงินและเพิ่มความสามารถการแข่งขัน
• ครม. อนุมัติดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงเฟสสอง นครราชสีมา-หนองคาย วงเงิน 3.41 แสนลบ. ระหว่างปีงบฯ 2568-75
• พาณิชย์เผยมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรปี 2567 เกิน 3 แสนล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกหรือ +5.4% ซึ่งพึ่งพาสินค้าไม่กี่รายการ 5 อันดับแรกคือ ผลไม้, ข้าว, ยางพารา, ไก่, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัวไซด์เวย์ โดยมีแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 1350 จุด โดยแม้ภาพการลงทุนในตลาดต่างประเทศจะได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนและผลประกอบการนอกกลุ่มการเงินของ บจ. สหรัฐที่แข็งแกร่ง รวมไปถึงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าจากการปรับลดดอกเบี้ยที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่ในประเทศยังไร้ปัจจัยใหม่มาช่วยหนุนบรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้สถานการณ์การส่งออกไทยน่าจะมีความเสี่ยงมากขึ้นจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐและเงินเฟ้อที่ต่ำ ทำให้เศรษฐกิจไทยยังไม่โดดเด่นมากนัก ส่งผลให้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยยัง Underperform ตลาดหุ้นทั่วโลก ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
Daily top picks
KTB: มองเป็นหุ้นปันผลสูงซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนภายใต้ภาวะตลาดหุ้นไทยที่ยังรอคอยปัจจัยชี้นำใหม่ๆ โดยคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2567 หุ้นละ 1.10 บาท (จ่ายปีละครั้ง) คิดเป็น Div. Yield สูงปีละ 4.7% ขณะที่ปี 2569 คาดกำไรจะเติบโตต่อเนื่องอีก 2%YoY แรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อและ Credit Cost ที่ลดลง
PTTEP: มองราคาน้ำมันมีโอกาสปรับขึ้นระยะสั้นหลังปธน. สหรัฐฯ ออกมาตรการเพื่อกดดันการส่งออกน้ำมันอิหร่านให้ลดลงเหลือศูนย์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้น แม้กำไรปี 2568 คาดจะอ่อนแอ YoY แต่ยังมีงบดุลแข็งแกร่งและเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทั้งนี้วันนี้แนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรราคาไม่เกิน 124.50 บาท