อรสิรินฯ เผยภาพรวมตลาดท่องเที่ยวเชียงใหม่โตต่อเนื่อง ส่งผลเม็ดเงินสะพัด ทั้งปัจจัยบวกการลงทุนระบบสาธารณูปโภคภาครัฐช่วยเสริมศักยภาพ ขณะเดียวกันก็หวั่นปัจจัยลบจากการที่สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นทั้ง Pre-finance และ Post-finance กำลังซื้อกลุ่มรายได้น้อยยังไม่ฟื้นตัว ภาวะหนี้ครัวเรือน 90% ของ GDP ต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมประกาศแผนธุรกิจปี 68 เดินหน้าลุยอสังหาฯ เชียงใหม่ เตรียมเปิดตัว 2 โครงการที่อยู่อาศัยใหม่ มูลค่ารวม 1,948 ล้านบาท และคอมมูนิตี้ มอลล์ 1 โครงการ มูลค่ารวม 200 ล้านบาท โชว์ Backlog แน่น 1,763 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ 68-69 ตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 2,218 ล้านบาท โตไม่ต่ำกว่า 60% ขณะที่ Mill Hill International School Thailand ล่าสุดมีนักเรียนไทย-ต่างชาติ สอบผ่านแล้ว 77 คน จากเป้าทั้งหมด 150 คน พร้อมเปิดการเรียนการสอน ก.ย. 68 นี้
นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวจ.เชียงใหม่ มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ที่ผ่านมามีเม็ดเงินสะพัดมากถึง 14,029 ล้านบาท มีนักท่องเที่ยวประมาณ 307,828 คน สามารถสร้างรายได้ถึง 5,173 ล้านบาท แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน มากถึง 36% ,เกาหลี 34%, ไต้หวัน 13% ,อเมริกา 10% และฮ่องกง 7% ขณะที่อัตราการเข้าพักในโรงแรมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567-กุมภาพันธ์ 2568 มีมากถึง 99%
ขณะเดียวกันทางสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ยังมีแผนสร้างสถานกงสุลฯ จ.เชียงใหม่ แห่งใหม่อีก บนพื้นที่ประมาณ 16 ไร่ ใช้เม็ดเงินในการลงทุนประมาณ 157 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยได้เริ่มสร้างเมื่อปี 2563 อีกทั้งท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ แห่งใหม่ ก็อยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง พื้นที่ประมาณ 110,000 ตารางเมตร ใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 16.5 ล้านคนต่อปี ขณะที่สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ 2 ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 8,000 ไร่ ใช้งบลงทุน 70,000 ล้านบาท สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ 20 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้การลงทุนรถไฟฟ้ารางเบาเชียงใหม่ จำนวน 3 เส้นทาง ระยะทาง 38.8 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 106,895 ล้านบาท ยังช่วยเสริมศักยภาพตลาดอสังหาฯเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี
นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN กล่าวว่า บริษัทฯ เดินหน้าลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่และภูเก็ตเต็มกำลัง โดยมุ่งมั่นพัฒนาโครงการอสังหาฯ แนวราบ แนวสูง ระดับกลาง-บน ที่มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มลูกค้าชาวไทยและต่างชาติได้อย่างครอบคลุม โดยปีนี้บริษัทมีแผนเปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่ 2 โครงการ มูลค่ารวม 1,948 ล้านบาท (น้อยกว่าปี 2567 ที่ผ่านมาประกาศเปิดตัวแนวราบทั้งหมด 6 โครงการ รวมมูลค่า 4,302 ล้านบาท แต่สามารถเปิดตัวได้ 5 โครงการ มูลค่ากว่า 4,400 ล้านบาท ) ประกอบด้วย
1.โครงการแนวราบ HABITAT ตั้งอยู่บนพื้นที่ 16 ไร่เศษ พัฒนาในรูปแบบของบ้านหรูสไตล์ Neo Classic มูลค่าโครงการ 568 ล้านบาท เปิดตัวภายในไตรมาส 4/2568
2.โครงการคอนโดมิเนียม THE ASTRA ตั้งอยู่บนพื้นที่ 5 ไร่เศษ พัฒนาในรูปแบบขอคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี บนทำเลศักยภาพ มูลค่าโครงการ 1,380 ล้านบาท เปิดตัวภายในไตรมาส 4/2568
นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดตัวโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ THE BACKYARD ตั้งอยู่บนพื้นที่ 5 ไร่เศษ ขนาด 4,000 ตารางเมตร มูลค่าโครงการรวม 200 ล้านบาท ศูนย์กลางใหม่แห่งการช้อปปิ้งและการพักผ่อนครบวงจร ภายในโครงการประกอบด้วย ร้านค้า ร้านอาหาร ศูนย์สุขภาพ และ พื้นที่การศึกษา บนอาคาร 2 ชั้น พร้อมให้บริการภายใน ไตรมาส 4/2568
ส่วนงบประมาณลงทุนปีนี้อยู่ที่ 2,595 ล้านบาท แบ่งเป็น ลงทุนซื้อที่ดินในจ.เชียงใหม่ และภูเก็ต จำนวน 500 ล้านบาท งบรองรับการพัฒนาโครงการใหม่จำนวน 1,469 ล้านบาท และงบปรับปรุงการดำเนินงาน การก่อสร้าง ให้สอดรับต่อการดำเนินการด้าน Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) หรือ ESG จำนวน 626 ล้านบาท
นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ยังสามารถขยายตัวต่อได้มาจากปัจจัยบวก การพัฒนาสาธารณูปโภคสาธารณูปการในจังหวัดเชียงใหม่ เช่น แผนพัฒนาถนนวงแหวนรอบเมืองเชียงใหม่รอบที่ 3 โครงการรถไฟฟ้า ความเร็วสูงและสนามบินแห่งที่ 2 เป็นต้น ,การเติบโตภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ รวมไปถึงอุปสงค์ของชาวไทยและชาวต่างชาติที่ยังมีต่อเนื่อง ในกลุ่มโครงการ ระดับราคากลางบนทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง ขณะเดียวกันก็ยังมีปัจจัยลบจากการที่สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นทั้ง Pre-finance และ Post-finance กำลังซื้อกลุ่มรายได้น้อยยังไม่ฟื้นตัว ภาวะหนี้ครัวเรือน 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น
“ปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของเมือง การเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและนโยบายภาครัฐกระตุ้นภาคอสังหาฯ เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติสามารถเช่าอสังหาฯ ในประเทศไทยระยะยาว เป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนชาวไทยที่ต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนปล่อยเช่า และ ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่มากขึ้น” นายอรรคเดช กล่าว
ที่ผ่านมาอรสิรินฯปรับกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความท้าทาย และสร้างโอกาสในตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยมุ่งเน้นพัฒนาบ้านและคอนโดฯ ให้สอดรับกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ การให้ความสำคัญด้านการออกแบบพื้นที่สอดคล้องกับทุกไลฟ์สไตล์และความปลอดภัยด้านสุขภาพ พัฒนานวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลยุทธ์การตลาดส่งเสริมการขายอย่างเข้มข้นและการบริการหลังการขาย อีกทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน โดยผสานแนวคิดด้าน ESG ในการกำหนดนโยบายแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงการพัฒนาโครงการอสังหาฯแนวราบ-แนวสูงทุกโครงการ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการขาย
ทั้งนี้ โครงการแนวราบ-แนวสูงกลุ่มราคาระดับกลาง-บน ยังคงมีความต้องการจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ แม้ตลาดอสังหาฯเชียงใหม่จะเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ORN มั่นใจในศักยภาพการแข่งขัน ด้วยคุณภาพของโครงการที่ตอบโจทย์ด้านการออกแบบให้รองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างลงตัว พิถีพิถันในการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีที่มีมาตรฐาน ควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน การกำหนดราคามี่เหมาะสม-คุ้มค่า เพื่อส่งมอบโครงการคุณภาพบนทำเลศักยภาพแก่ลูกค้า และแม้ว่าปีนี้จะเปิดตัวน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะรอสภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ซึ่งบริษัทฯยังมีที่ดินรองรับการเปิดตัวได้อีก 4 โครงการได้ทันที โดยเป็นแนวราบ 2 โครงการ และคอนโดฯโลว์ไรส์ 2 โครงการ มูลค่าโครงการละประมาณ 1,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการอยู่ระหว่างขายทั้งหมด 27 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 14 โครงการ แนวสูง 13 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,551 ล้านบาท และมียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) อยู่ที่ประมาณ 1,763 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ในปี 2568 -69 โดยตั้งเป้ารายได้ในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 2,218 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 60%
ดร.ยุทธชัย ดำรงมณี ผู้อำนวยการ โรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand กล่าวว่า ความคืบหน้าของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand โรงเรียนสัญชาติอังกฤษแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ มีเป้าหมายนำปรัชญาและคุณค่าตามมาตรฐานการศึกษาระดับโลก เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ ปัจจุบันการก่อสร้างเฟสแรกแล้วเสร็จ มีมูลค่าการลงทุนกว่า 220 ล้านบาท ประกอบด้วย อาคารอำนวยการ และอาคารเรียนชั้นปฐมวัย โดยอยู่ระหว่างก่อสร้างเฟส 2 อีก 4 อาคาร มูลค่าการลงทุนกว่า 200 ล้านบาท มีนักเรียนให้ความสนใจสมัครแล้วกว่า 130 ราย และอยู่ระหว่างการคัดเลือกคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ โดยจะรองรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 3 ถึง 10 ปี มีกำหนดเปิดทำการในเดือนกันยายนปี 2568 เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล-Year 6 ซึ่งจะสามารถเริ่มทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงไตรมาส 4/2568 เป็นต้นไป พร้อมแผนขยายไปยังระดับYear 13 ในอนาคต ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ สร้างความมั่นคงของรายได้ในระยะยาว
“ปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติในจ.เชียงใหม่ มีทั้งหมด 21 แห่ง แต่ยังไม่มีแห่งไหนที่เป็นแบรนด์ หรือ โนว์ฮาวมาจากประเทศอังกฤษ ดังนั้น โรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand จึงเป็นแห่งแรกที่ Mill Hill ที่เปิดการเรียนการสอนถึง 216 ปี ขยายสาขาออกนอกอังกฤษเป็นแห่งแรก ซึ่งครูที่มาสอนจะมีสัญชาติอังกฤษและมีวุฒิการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาตรี โดยนักเรียนแต่ละห้องจะจำกัดเพียง 20 คนเท่านั้น และมีการสอบคัดเลือกโดยผู้อำนวยการ จาก Mill Hill อังกฤษโดยตรง ซึ่งแต่ละห้องจะจำกัดนักเรียนจีนเพียง 5 คนเท่านั้น และต้องผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าจะไม่เป็นกลุ่มจีนเทา ซึ่งที่ผ่านมามีนักเรียนที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติทั้งหมด 134 คน แต่ผ่านมาสอบคัดเลือกเพียง 77 คน แบ่งเป็นคนไทยกว่า 40 คน และที่เหลือ เป็นนักเรียนจากจีน,อังกฤษ,สหรัฐฯและสาธารณรัฐเช็ก จากเป้าหมายนักเรียนทั้งหมด 150 คน อย่างไรก็ตามจนถึงปลายปีนี้จ.เชียงใหม่ จะมีโรงเรียนนานาชาติเพิ่มเป็น 24 แห่ง ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ” ดร.ยุทธชัย กล่าวในที่สุด