
แอสเสท เวิรด์ คอร์ปฯเผยแม้ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวชะลอตัว แต่ยังมีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่มาทดแทนจีนผ่านเครือข่ายเชนบริหารโรงแรม ระบุไตรมาส 1/68 ยอดจองรวมอยู่ที่ 70% แต่กลุ่มสัมมนายังรอความเชื่อมั่นกลับคืน ล่าสุดประกาศลงเสาเอก“เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซด์”พร้อมเปิดให้บริการปี 71 และราคาห้องอาจแตะสูงสุดในกทม. รวม 3 พื้นที่รร. 2 ฝั่งเจ้าพระยา 3 แปลง และเรือให้บริการ ใช้งบลงทุน 5,000 ล้านบาท

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวในประเทศไทยจะชะลอตัวลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่หายไป ซึ่งในส่วนของเครือ AWC นั้นไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เพราะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆมาทดแทน ผ่านเครือข่ายเชนที่บริหารโรงแรม อาทิ ตะวันออกกลาง ,ยุโรป และกลุ่มที่มีพักในช่วงวันหยุดระยะสั้น เป็นต้น โดยเดิมจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนสัดส่วนประมาณ 60% ปัจจุบันลดสัดส่วนเหลือ 30-40% ซึ่งในช่วงไตรมาส 1/2568 ที่ผ่านมาโรงแรมในเครือ AWC มียอด Booking รวมประมาณ 70% แต่กลุ่มสัมมนายังได้รับผลกระทบตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้นักท่องเที่ยวกลุ่มสัมมนากลับมา

ส่วนความคืบหน้าในการร่วมมือกับ “แมริออท อินเตอร์เนชันแนล” เพื่อนำแบรนด์เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับอัลตร้าลักชัวรีที่มีชื่อเสียงระดับโลก มาบริหาร “เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น” ล่าสุดวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ได้ฤกษ์ลงเสาเอก“โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซด์” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยปัจจุบันได้ผ่านการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โครงการดังกล่าวถือเป็นแบบอย่างของการท่องเที่ยวยั่งยืนที่ผสานการอนุรักษ์วัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน และมาตรฐานการบริการระดับสากลเข้าไว้ด้วยกันเพื่อสร้างประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ส่วนราคาเข้าพักต่อคืนยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากต้องรอให้การก่อสร้างแล้วเสร็จก่อน ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ในปี 2571

โดยโรงแรมดังกล่าว มีความสูง 20 ชั้น ประกอบด้วยห้องพักระดับลักชัวรี 167 ห้อง ห้องอาหารรูฟท็อปพร้อมวิวแบบพาโนรามา ห้องบอลรูมขนาดใหญ่ และห้องอาหารอีกหลากหลายแห่ง และจะมีการปรับเป็นห้องพักแบบ Presidential Suite ขนาด 2-3 ห้องนอน ในสัดส่วน 20% เพื่อรองรับการเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่และพำนักนาน ซึ่งอาจจะเป็นห้องพักที่ราคาแพงที่สุดในกรุงเทพฯ
ส่วนที่ดินแปลงบริเวณถนนทรงวาด ซึ่งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา จะมีห้องพักระดับลักชัวรี 24 ห้องพัก ห้องคอนเวนชั่น และห้องอาหารให้บริการ ซึ่งทั้ง 3 ส่วนและเรือให้บริการ จะใช้งบลงทุนรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท

ทั้งนี้การลงเสาเอกโรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซด์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ AWC ในการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างคุณค่าในระยะยาวผ่านการพัฒนาโครงการคุณภาพ เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่พลิกโฉมการพักผ่อนในเมืองให้เป็นรีสอร์ตระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน การพัฒนาโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการอนุรักษ์มรดกไทย-จีนอันล้ำค่าของเดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น และศาลเจ้าแม่หม่าโจ้วเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของภาครัฐในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยผ่านการสร้างแลนด์มาร์กด้านไลฟ์สไตล์ระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลกมาสู่ประเทศไทย นอกจากนี้ โครงการยังเชื่อมต่อเส้นทางการเดินทางผ่านโครงการ AWC River Journey Project ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำที่เชื่อมโยงแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมริมสายน้ำเจ้าพระยา อาทิ ถนนทรงวาด เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ปากคลองตลาด และโครงการในอนาคตอย่างเวิ้งนครเกษม เยาวราช เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในย่านไทย-จีนของกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

“เหตุการณ์สำคัญนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการร่วมกัน สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน โดยพิธีลงเสาเอกในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแต่จุดเริ่มต้นของการก่อสร้างโครงการ แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและสร้างคุณค่าอันยั่งยืน ผ่านการอนุรักษ์อย่างใส่ใจ การมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยรอบ และการดำเนินงานตามมาตรฐานความยั่งยืนอย่างเคร่งครัด โดยโรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซด์ จะเป็นต้นแบบระดับโลกของการพัฒนาโครงการที่สามารถผสานมรดกทางวัฒนธรรมและสุขภาพแบบองค์รวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับสากล” นางวัลลภา กล่าวในที่สุด