KJL ประกาศแผน 3 ปี อัดงบลงทุน 430 ล้านบาท เดินหน้าเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมระบบไฟฟ้าไทย เสริมกำลังการผลิต-นวัตกรรม- โลจิสติกส์ครบวงจร มุ่งสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาค
พลังงาน-อุตสาหกรรม

KJL ประกาศแผน 3 ปี อัดงบลงทุน 430 ล้านบาท เดินหน้าเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมระบบไฟฟ้าไทย เสริมกำลังการผลิต-นวัตกรรม- โลจิสติกส์ครบวงจร มุ่งสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาค

“กิจเจริญ เอ็นจิเนียริ่ง อีเลคทริค”มั่นใจภาพรวมอุตสาหกรรมระบบไฟฟ้าไทยปี 68 ในกลุ่มผู้ใช้ยังโตต่อเนื่อง แนะภาครัฐหนุนใช้พลังงานสะอาดในบ้านขนาดเล็กที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย และธุรกิจเอสเอ็มอี ประกาศแผน 5 ปี (2568-2572) รายได้โต 2 เท่าตัว หรือ2,000 ล้านบาท เฉลี่ยปีละประมาณ 10-15% และมีกำลังการผลิตสินค้าประมาณ 50-60 ล้านชิ้น/ปี โดยใน 3 ปีแรก (2568-2570) เน้นใช้งบในการลงทุนประมาณ 430 ล้านบาเดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นตลาดระบบไฟฟ้าไทยและสากลในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ด้วยแผนกลยุทธ์ครบมิติ ทั้งขยายกำลังการผลิต พัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ เสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์ พร้อมรุกขยายเครือข่ายผู้ใช้งานและฐานลูกค้าทั่วประเทศ

 

นายเกษมสันต์ สุจิวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิจเจริญ เอ็นจิเนียริ่ง อีเลคทริค จำกัด (มหาชน) หรือ KJL เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมระบบไฟฟ้าไทยในปี 2568 ว่า ในส่วนของกลุ่มใช้ไฟฟ้าคาดการณ์ว่ายังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะในเรื่องของพลังงานสะอาด ก็มีการดำเนินงานกันไปมากพอสมควร ขณะเดียวกันเรื่องโซลาร์ฟาร์มก็มีผู้ประกอบการหลายรายดำเนินการไปมากแล้วเช่นกัน ส่วนภาครัฐเองก็อยากให้มาสนับสนุนในเรื่องของพลังงานสะอาดให้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ในบ้านขนาดเล็กที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย และธุรกิจเอสเอ็มอี ก็จะเป็นเรื่องที่ดี

สำหรับในส่วนของบริษัทฯนั้นได้วางแผนระยะเวลา 5 ปี (2568-2572) จะมีอัตราการเติบโตเป็น 2 เท่าตัว หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 10-15% หรือมีรายได้รวมที่ 2,000 ล้านบาท และมีกำลังการผลิตสินค้าประมาณ 50-60 ล้านชิ้น/ปี โดยใน 3 ปีแรก (2568-2570) เน้นใช้งบในการลงทุนประมาณ 430 ล้านบา เพื่อที่จะย้ายจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในปี 2570 การย้ายตลาดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายธุรกิจของ KJL โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของบริษัท และเข้าถึงนักลงทุนได้มากขึ้น

นายเกษมสันต์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของรายได้ของบริษัทในไตรมาส 2/2568 มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรก แม้ต้นทุนวัตถุดิบเหล็กยังผันผวน แต่ปริมาณคำสั่งซื้อและกำลังการผลิตของบริษัทยังคงความแข็งแกร่ง สะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมไฟฟ้าที่มีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาคก่อสร้าง เมกะโปรเจกต์ภาครัฐ และนิคมอุตสาหกรรมใหม่ บริษัทเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตจาก 33 ล้านชิ้นต่อปี เป็น 40 ล้านชิ้น ภายในสิ้นปี 2568 โดยลงทุนในสายการผลิตอัตโนมัติและการปรับโครงสร้างภายในโรงงาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ และสร้างความยืดหยุ่นในการส่งมอบให้ทันความต้องการตลาดในเชิงอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ยังลงทุนที่ดินเพิ่มกว่า 6 ไร่ สำหรับก่อสร้างคลังสินค้าและโรงงานผลิตแห่งใหม่ ซึ่งจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายโลจิสติกส์ในประเทศแบบครบวงจร ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการกระจายสินค้าไปยังศูนย์กลางอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทเปิดตัว “KJL Innovation Campus (KIN)” ศูนย์นวัตกรรมด้านระบบไฟฟ้าแบบครบวงจรแห่งแรกของบริษัทไทยในอุตสาหกรรมนี้ โดยภายในประกอบด้วยสายการผลิตต้นแบบ Metal Design Lab, R&D Center, โชว์รูมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และศูนย์สัมมนา เพื่อพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์งานระบบในนิคมอุตสาหกรรม อาคารพาณิชย์ และโรงงานผลิตระดับสากล บริษัทยังเดินหน้าพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น Plastic Wall Box, Pull Box และกลุ่ม Stainless Series ซึ่งถือเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) พร้อมจำหน่ายในรูปแบบ Stock Standard เพื่อลดระยะเวลาการผลิต รองรับงานระบบที่ต้องการสินค้าพร้อมใช้ในโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นายเกษมสันต์กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการจัดส่งสินค้าแบบเร่งด่วนภายในวันเดียว “KJL Now” ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์อุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการแบบ Just-In-Time ของลูกค้าโครงการ โดยเฉพาะกลุ่มช่างไฟฟ้าและผู้รับเหมาที่ต้องการความแม่นยำด้านเวลาและการจัดส่งสินค้าในพื้นที่ห่างไกล

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าที่เป็นร้านอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วประเทศ หรือ “KJL Network” ขยายเครือข่ายร้านค้าจาก 1,000 ร้าน ไปสู่เป้าหมาย 1,200 ร้านภายในปีนี้ และขยายเครือข่ายช่างไฟฟ้า ผู้รับเหมา และวิศวกรทั่วประเทศผ่านงานสัมมนารวมพลคนไฟฟ้าและอบรมกว่า 13 ครั้งทั่วประเทศ จาก 10,000 รายเป็น 15,000 ราย โดยรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการติดตั้งระบบไฟฟ้าอย่างถูกต้อง เพื่อยกระดับความปลอดภัย และเพิ่มศักยภาพให้แก่ช่างไฟฟ้า วิศวกร หรือ ผู้ออกแบบ ทั่วประเทศพร้อมทั้งเร่งเสริมศักยภาพการผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด และบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

 “บริษัทเดินหน้าสู่การเป็นฐานการผลิตแบบ Original Equipment Manufacturer (OEM) ด้านระบบไฟฟ้าให้กับแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Schneider Electric และพันธมิตรจากญี่ปุ่นและยุโรป ภายใต้กลยุทธ์ Localization Part ผลิตในไทย – ส่งออกทั่วโลก พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่สอดรับกับมาตรฐานอุตสาหกรรมแต่ละประเทศ บริษัทตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี และขยายขนาดธุรกิจเป็น 2 เท่าภายใน 5 ปี ผ่านการเพิ่มกำลังผลิต พัฒนานวัตกรรม และขยายตลาดต่างประเทศ โดยคงจุดยืนในฐานะผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมระบบไฟฟ้าไทยสู่มาตรฐานระดับโลก”นายเกษมสันต์ กล่าวในที่สุด

 

 

You can share this post!