เซ็นทรัล รีเทล กางแผน 3 ปี ตั้งเป้ารายได้ และ EBITDA โตเฉลี่ย 5% ต่อปี ด้วยงบลงทุนรวมกว่า 45,000-47,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ ทั้งใน-ต่างประเทศ การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงการวิจัยและพัฒนา Store Concept ใหม่ๆ ซึ่งแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินธุรกิจ และการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ผ่านกลยุทธ์ "New Heights, Next Growth" ผ่าน 5 แกนหลัก หวังยกระดับศักยภาพองค์กรสู่การเติบโตครั้งใหม่ เดินหน้าขยาย 57-72 สาขาใหม่ และปรับปรุงประมาณ 31-41 สาขา

นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า การทำธุรกิจในยุคที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นับเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แต่เซ็นทรัล รีเทล ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง มองความท้าทายเหล่านี้เป็นโอกาส และเป็นแรงขับเคลื่อนให้ เซ็นทรัล รีเทล คิดใหม่และทำใหม่ (Rethink & Reset) โดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมแกร่งให้กับการทำงานในทุกมิติขององค์กร ทั้งในแง่การเสริมศักยภาพให้บุคลากร เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงทำให้เข้าใจและเข้าถึงลูกค้าได้ลึกกว่าเดิม เพราะผู้บริโภคในทุกวันนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่มองหาประสบการณ์ที่ดีที่สุด คุ้มค่า สะดวก ง่าย และรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นโจทย์ให้เซ็นทรัล รีเทล มุ่งตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าให้ได้ทั้งในช่องทางออฟไลน์ และออนไลน์ บนอีโคซิสเต็มของ CRC ที่มีความยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และพร้อมปรับตัว เพื่อก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ

ดังนั้นในช่วง 3 ปีนี้ (พ.ศ.2568-25670) ได้วางแผนการดำเนินธุรกิจด้วยการตั้งเป้าหมายรายได้ และ EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) เติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ผ่านกลยุทธ์ "New Heights, Next Growth" ดัน 5 แกนหลัก ยกระดับศักยภาพองค์กรสู่การเติบโตครั้งใหม่ ประกอบด้วย
1.Reinforce Customer Focus เข้าใจและเข้าถึงลูกค้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านการเสริมแกร่ง The 1 Loyalty Program ในไทย และเวียดนาม ที่มีจำนวนสมาชิกรวมกันกว่า 26 ล้านราย ตอกย้ำการเป็นเบอร์ 1 ด้าน Loyalty Platform ที่แข็งแกร่งที่สุด พร้อมเดินหน้าขยายฐานกลุ่มลูกค้า Young & Mainstream และเจาะกลุ่มลูกค้า Business-to-Business (B2B) มากยิ่งขึ้นด้วย
2.Strengthen CRC Foundation เสริมรากฐานขององค์กรให้แข็งแกร่งด้วยการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจหลัก ทั้งด้านยอดขายและกำไร รวมถึงการขยายและปรับปรุงสาขา พร้อมทั้งรวมเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม ให้เป็นหนึ่งเดียว ต่อยอดสู่ประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ Omnichannel ที่ไร้รอยต่อ เพิ่มขีดความสามารถและสร้างรากฐาน เพื่อเร่งเครื่องนำ AI เข้ามาเสริมแกร่ง และผลักดันยอดขายออนไลน์ให้เติบโตแบบ Double Digit อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเร่งขยายธุรกิจ Food และ Mall ในเวียดนาม รวมถึงนำเสนอ Store Format ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเชิงลึกในแต่ละพื้นที่
3.Expedite New Growth เร่งสร้างการเติบโตให้กับNew Growth Engine ของเซ็นทรัล รีเทล ผ่านการขยาย GO WHOLESALE ด้วย 5 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1.การขยาย Private Labels, 2.ก้าวสู่การเป็น HORECA Destination สำหรับกลุ่มธุรกิจอาหาร,3. เป็นผู้นำเรื่องของสด (Always Fresh-Forward),4. ขยายสาขาอีกกว่า 12-18 สาขา ภายใน 3 ปี และ5.การพัฒนา New Store Concept และ Fulfillment Store ให้เหมาะกับกลุ่ม HORECA และค้าปลีกอาหาร นอกจากนี้ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายธุรกิจของ Auto1 ศูนย์บริการและจำหน่ายอุปกรณ์รถยนต์ครบวงจร ด้วยการเร่งเปิดสาขาเพิ่มไม่ต่ำกว่า 10 สาขาต่อปี ให้ครอบคลุมในทำเลศักยภาพ
4.Scale Synergy สร้างความร่วมมืออย่างเข้มข้นทั้งในองค์กรและนอกองค์กร โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันกับธุรกิจทั้งหมดในเครือเซ็นทรัล รีเทล และเซ็นทรัลกรุ๊ป ทั้งในเชิงการเพิ่มยอดขาย และผลักดันการทำงานร่วมกันของพนักงานในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน ตลอดจนการบริหารพื้นที่ขายให้ตอบโจทย์ลูกค้า พร้อมเพิ่มผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ด้วยโมเดล Mix-used และ Hybrid Retail Store
5.Disciplined Financial Management บริหารการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน โดยควบคุมค่าใช้จ่าย เน้นลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ ปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องและยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ พร้อมบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น

“ด้วยแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เซ็นทรัล รีเทล มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งในทุกมิติภายในระยะเวลา 3 ปีนี้ โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ และ EBITDA ต่อปีประมาณ 5% ด้วยงบลงทุนรวมกว่า 45,000-47,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการขยายธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงการวิจัยและพัฒนา Store Concept ใหม่ๆ ซึ่งแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินธุรกิจ และการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน โดยปัจจุบันบริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ระดับประมาณ 1.0-1.1 เท่า และในอนาคตบริษัทจะรักษา D/E ไว้ในระดับนี้ ซึ่งจะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการขยายศักยภาพองค์กร เสริมสร้างความมั่นคงทางธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ตอกย้ำภาพผู้นำตลาดค้าปลีกและค้าส่งอย่างยั่งยืนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ตลอดจนเพื่อสร้างคุณค่าและผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง” นายสุทธิสาร กล่าว

โดยในช่วง 3 ปีนี้ บริษัทมีแผนขยายสาขาใหม่รวม 57-72 สาขา และปรับปรุงสาขาเดิมประมาณ 31-41 สาขา ดังนี้ บริษัทมีแผนเปิด Department Stores สาขาใหม่ 1-2 สาขา และมีการปรับปรุงสาขาเดิม 4-6 สาขา, มีแผนเปิด Tops 25-30 สาขาใหม่ และมีแผนปรับปรุงสาขาเดิม 8-10 สาขา, มีแผนเปิด Thaiwatsadu สาขาใหม่ 13-16 สาขา และมีแผนปรับปรุงสาขาเดิม 8-10 สาขา, มีแผนเปิด Robinson Lifestyle สาขาใหม่ 2-3 สาขา และมีแผนปรับปรุงสาขาเดิม 5-7 สาขา รวมถึงมีแผนจะเปิด Go สาขาใหม่ในต่างประเทศรวม 16-21 สาขา และมีแผนปรับปรุงสาขาเดิม 6-8 สาขา

“แนวโน้มยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales Growth-SSSG) ของ CRC ช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2568 ยังคงเป็นเทรนด์ชะลอตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และกำลังซื้อที่ลดลง ซึ่งชะลอลงต่อเนื่องมาจากไตรมาส 1/2568 ที่ติดลบอยู่เช่นกัน สำหรับรายได้จากการขายปี 2568 บริษัทประเมินว่าจะเติบโตประมาณ 4-6% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 262,804.38 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 1/2568 บริษัทมีรายได้รวมแล้วที่ 69,280.18 ล้านบาท”นายสุทธิสาร กล่าว

เซ็นทรัล รีเทล ไม่เพียงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งในทุกกลุ่มธุรกิจ แต่ยังคงยึดมั่นในหลักการ “เติบโตอย่างยั่งยืน” โดยผสานปรัชญาการดำเนินธุรกิจ CRC Care ทั้ง 7 มิติ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของทุกแผนงาน ด้วยความเชื่อว่าความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม คือรากฐานสำคัญของการเติบโตระยะยาว เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กร Net Zero ในปี 2593 และสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน พนักงาน และลูกค้าให้เติบโตอย่างแข็งแรงไปพร้อมกัน