ซีแพนเนลฯมั่นใจเศรษฐกิจปี 68 ไม่ซ้ำรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง ผู้ประกอบการระมัดระวังการลงทุน เลือกทำเลมีศักยภาพ ภาคอสังหาฯไม่ขอจัดสรรยังเติบโตดี แลนด์ลอร์ดงัดที่ดินมรดกผุดคอนโดฯโลว์ไรส์ ปิดขาย-รับรู้รายได้เร็ว ส่งผลความต้องการ Precast Concrete มากขึ้น ดันสัดส่วนลูกค้าคอนโดฯพุ่งแตะ 48% ทั้งรุกขยายรับงานภาครัฐ ล่าสุดชนะประมูลขายผลิตภัณฑ์ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการ 4 เหล่าทัพ มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท คาดการณ์งานก่อสร้างภาครัฐจะมีอัตราการเติบโต ประมาณ 10% สวนกระแสตลาดอสังหาฯปีนี้คาดการณ์ติดลบ 3% โชว์แบ็กล็อก 1,311.36 ล้านบาท คงฐานะการเงินแข็งแกร่ง ชูจุดเด่นผลิตภัณฑ์ Precast Earthquake Resistance ผลิตด้วยระบบ Fully Automated สร้างโอกาสคว้างานเพิ่ม

นายชาคริต ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) หรือ CPANEL ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast Concrete) ด้วยระบบอัตโนมัติ(Fully Automated Precast) ที่ใช้สำหรับงานก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า จากการที่มีบางองค์กรวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจปี 2568 จะใกล้เคียงกับปี 25640 ซึ่งประสบปัญหา “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ตนมองว่ายังไม่ถึงขั้นวิกฤติเช่นนั้น เพราะในปี 2540 ก็วิกฤติของสถาบันการเงินในประเทศ ส่งผลให้เงินไม่เหลือในประเทศ แต่ในปี 2568 ยังมีเงินเหลือในประเทศ และการฟื้นตัวก็น่าจะดีและเร็วขึ้น ผู้ประกอบการที่ต้องการจะลงทุน(ยกเว้นธุรกิจค้าปลีก หรือรีเทล) จะต้องมีการศึกษาทำเลที่จะดำเนินธุรกิจให้ดี ส่วนภาคอสังหาฯที่จะมีการเติบโตได้ดีคือ กลุ่มที่ไม่ต้องขออนุญาตจัดสรร ที่ส่วนใหญ่จะหันมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ และบางส่วนก็เป็นแลนด์ลอร์ดที่ได้รับมรดกที่ดิน นำที่ดินมาพัฒนา ซึ่งคอนโดฯโลว์ไรส์นั้น หากตั้งในทำเลที่ดี มีศักยภาพ ก็สามารถก่อสร้างและปิดการขายได้เร็ว โอนเร็ว

“จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ยอดขายคอนโดฯโดยเฉพาะไฮไรส์ชะลอตัวตัว และโครงการแนวราบได้รับอานิสงส์มากขึ้น ส่งผลให้ที่ผ่านมาผู้ประกอบการอสังหาฯปรับตัวหันมาพัฒนาโครงการโลว์ไรส์ สูงประมาณ 8 ชั้นมากขึ้น รวมไปถึงแลนด์ลอร์ดซึ่งมีที่ดินมรดก ก็หันนำที่ดินมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นความต้องการผลิตภัณฑ์แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป ด้วยระบบอัตโนมัติ จึงเป็นที่ต้องการมากขึ้น จากเดิมที่ผ่านมาบริษัทฯจะไม่เน้นลูกค้าโครงการประเภทคอนโดฯ แต่ในปี 2568 ได้ปรับสัดส่วนลูกค้าประเภทแนวราบจากเดิมอยู่ที่ 85-90% มาอยู่ที่ 51% และคอนโดฯอยู่ที่ 48% และเชื่อว่าสัดส่วนดังกล่าวจะอยู่ในระดับนี้อีก 2-3 ปี”นายชาคริต กล่าว

ขณะเดียวกันก็หันมารับงานภาครัฐมากขึ้น จากปี 2567 ที่ผ่านมางานภาครัฐเป็นตัวเลขเกือบ 0% แต่ในช่วงที่ผ่านมาได้มีหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะ 4 เหล่าทัพ คือ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ให้บริษัทฯเข้าไปประมูลงานก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถชนะการประมูลมาได้จำนวน 7 โครงการ 7 อาคาร ในพื้นที่กรุงเทพฯ จาก 4 เหล่าทัพ มูลค่าประมาณกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ในปีนี้บริษัทจะมีสัดส่วนงานจากภาครัฐ ประมาณ 56.93% และภาคเอกชน ประมาณ 43.07% และเชื่อว่าในอนาคตจะได้รับการประมูลงานของภาครัฐในพื้นที่ต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ให้ความสนใจ สถานศึกษา และโรงพยาบาล ด้วย อีกทั้งให้ความสำคัญกับการรักษาฐานลูกค้าเดิมในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

“จากการวิเคราะห์จาก Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCB พบว่าภาคธุรกิจอสังหาฯในปี 2568 จะติดลบลงอีกประมาณ 3% ขณะที่งานก่อสร้างภาครัฐจะมีอัตราการเติบโต ประมาณ 10% ส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างมีงานจากภาครัฐเพิ่มขึ้นเป็น 70.66% ขณะที่งานก่อสร้างจากผู้ประกอบการอสังหาฯจะมีเพียงประมาณ 29.34%” นายชาคริต กล่าว

ทิศทางการรับรู้รายได้ช่วงครึ่งปีหลัง 2568 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการส่งมอบงานโครงการประเภทอาคารที่อยู่อาศัยและสำนักงานของกลุ่มลูกค้าภาครัฐ ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) อยู่ที่ 1,311.36 ล้านบาท แบ่งเป็นงานภาครัฐ 50% และภาคเอกชน 50%

ทั้งนี้การขยายฐานลูกค้าดังกล่าว จะส่งผลให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้อย่างสม่ำเสมอ เพิ่มความสามารถทำกำไรให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ และบริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงานทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคงฐานะการเงินที่แข็งแรงของกิจการ

“เราให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มภาครัฐ ซึ่งมองเห็นถึงโอกาสในการเติบโตสูง จากความต้องการผลิตภัณฑ์ Precast Concrete ที่มีมาตรฐาน คุณภาพสูง และทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว เป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ CPANEL ที่ผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ Fully Automated Precast ช่วยลดข้อผิดพลาดและควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้ตามมาตรฐาน ในราคาที่แข่งขันได้ ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถคว้างานโครงการภาครัฐขนาดกลางและขนาดใหญ่เข้ามาเพิ่มได้อีก จะช่วยหนุนให้รายได้ทยอยปรับตัวดีขึ้นในทุกไตรมาส” นายชาคริต กล่าวในที่สุด