PSG ประกาศแผนปี68 รุกธุรกิจ Energy และ Resoure ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์หลัก มุ่งสู่บริษัทชั้นนำระดับภูมิภาค ตั้งเป้า 10 ปี รายได้โตก้าวกระโดดแตะระดับ 2-3 หมื่นล้านบาท
พลังงาน-อุตสาหกรรม

PSG ประกาศแผนปี68 รุกธุรกิจ Energy และ Resoure ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์หลัก มุ่งสู่บริษัทชั้นนำระดับภูมิภาค ตั้งเป้า 10 ปี รายได้โตก้าวกระโดดแตะระดับ 2-3 หมื่นล้านบาท

พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น ผู้นำด้านการให้บริการรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจรในสปป.ลาว  ประกาศแผนปี68 รุกธุรกิจ Energy และ  Resoure ภายใต้ 3 แนวทางยุทธศาสตร์หลัก พร้อมเดินหน้าขยายความแข็งแกร่งในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ไปสู่ 2 ธุรกิจที่มีศักยภาพสูง กางวิสัยทัศน์มุ่งเป็นบริษัทชั้นนำระดับภูมิภาคด้านการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าหมายรายได้ต่อปีเติบโตก้าวกระโดดแตะระดับ 20,000 – 30,000ล้านบาทภายในปี 2578  เดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV ควบคู่การปรับโครงสร้างทุน เพื่อเสริมสร้างฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หวังขึ้นอันดับ Top3

 

นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSG ซึ่งดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร เปิดเผยว่า จากการอ้างอิงรายงานของธนาคารโลกซึ่งระบุว่าเศรษฐกิจของ สปป.ลาว ในปี 2567 ที่ผ่านมาขยายตัวร้อยละ 4.1 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคพลังงานไฟฟ้า เหมืองแร่ และเกษตรกรรม แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา  แต่ PSG ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตระยะยาวของ สปป.ลาว เราให้ความสำคัญกับการลงทุนใน สปป.ลาว อย่างต่อเนื่อง และมองเห็นสัญญาณบวกจากการปฏิรูปหลายด้าน เชื่อว่าภายใต้การนำของคณะผู้บริหารในปัจจุบัน ประเทศจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสปป.ลาว (GDP) ในปี 2568 จะมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 3.7 ซึ่งจากข้อมูลของ SCB EIC ระบุว่า การส่งออกในปี 2567 ที่ผ่านมา ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของการค้าในภูมิภาค  ความต้องการสินค้าส่งออกจากภาคการผลิตของจีนที่เพิ่มขึ้น และการปรับตัวดีขึ้นของต้นทุนโลจิติกส์ รวมไปถึงระยะเวลาการขนส่งทั่วโลก และในปี 2568 ยังมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง (ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าค่าเงินกีบจะยังอ่อนค่า โครงการก่อสร้างของ PSG ไม่ได้รับผลกระทบทางตรงมากนัก เนื่องจาก 2 โครงการที่ดำเนินการ รับรู้รายได้เป็นดอลลาร์สหรัฐ และเงินบาท)

สำหรับในส่วนของบริษัทฯตั้งเป้าว่าจะเดินหน้าสร้างเงินทุนหมุนเวียนให้ประสบผลสำเร็จ ดังนั้นในปี 2568 จึงปรับยุทธศาสตร์ด้วยการรุกธุรกิจพลังงาน (Energy) และ ทรัพยากรธรรมชาติ (Resoure) โดยมุ่งเน้นใน 3 แนวทางยุทธศาสตร์หลัก สร้างอาเซียนให้กับบริษัทต่อไป  ได้แก่

1.ศึกษาความเป็นไปได้การปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydropower หรือ “PSH”)  และได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Electricite du Laos (EDL) รัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคของสปป.ลาว เพื่อปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเดิมของ EDL และบริษัทในเครือให้เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแบบสูบกลับ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำอื่นๆ ที่ EDL อาจถือครองในอนาคต พร้อมทั้งศึกษาแนวทางการผนวกแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม เข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่ง สปป.ลาว เพื่อสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบโดยรวม

2.ศึกษาการผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid) ที่รวมการผลิตไฟฟ้าจากระบบ PSH เข้ากับพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนรูปแบบอื่น ๆ ผลการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นบนพื้นที่ขนาด 7,000 เฮกตาร์ในแขวงอัตตะปือ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาโซลาร์ฟาร์มขนาด 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานสูบน้ำให้กับระบบ PSH ได้

3.แสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจ และตลาดจำหน่ายไฟฟ้า บริษัทฯได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับหน่วยงานพลังงานระดับภูมิภาค เพื่อศึกษาการส่งออกพลังงานไฟฟ้าจาก สปป.ลาวไปยังประเทศกัมพูชา สิงคโปร์และจีน

“วิสัยทัศน์ระยะยาว คือการสร้างให้ PSG ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และก่อสร้างภายในปี 2578 แม้ว่าบริษัทฯ จะเริ่มต้นดำเนินธุรกิจใน สปป.ลาว แต่เป้าหมาย คือ การขยายสู่ระดับภูมิภาคอย่างมั่นคง ดยตั้งเป้าที่จะขึ้นสู่ Top 3 ในธุรกิจด้านพลังงาน และ  เหมืองแร่”นายเดวิด กล่าว

 

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ กำลังเริ่มทดลองให้บริการด้านการดำเนินงานและบริหารจัดการเหมืองใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ที่อยู่ระหว่างการทดสอบในพื้นที่เหมือง 2 แห่ง โดยผลการดำเนินงานเบื้องต้นเป็นที่น่าพอใจ และคาดว่าบริษัทฯ จะสามารถสรุปรูปแบบการดำเนินงานได้ภายในสิ้นปีนี้ จากข้อมูลระบุมูลค่าการผลิตแร่รวมของ สปป.ลาว ในปี 2567 มีมูลค่าสูงกว่า 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงขนาดตลาดและโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจ

นายเดวิด กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจระยะสั้นของบริษัทฯในปี 2568 วางแผนขยายการเติบโตจากการก่อสร้างโครงการใหม่ 1-2 โครงการ โดยเน้นงานที่มีมูลค่าใกล้เคียงกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ล่าสุดบริษัทฯ มีโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด 2 โครงการสำคัญใน สปป.ลาว มูลค่าโครงการละประมาณ 5,000-8,000 ล้านบาท หรือมูลค่ารวมประมาณ 12,000-13,000 ล้านบาท ได้แก่

1.โครงการก่อสร้างอาคารประกอบอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนเซกอง (XTPPL) ขนาด 1,800 เมกะวัตต์ งานโยธาและการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 1,800 เมกะวัตต์ ในเมืองกะลึม แขวงเซกอง โครงการยังรวมถึงเหมืองแบบบูรณาการ และสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ ความยาว 253 กิโลเมตร เชื่อมต่อจากโรงไฟฟ้าไปยังชายแดนลาว–กัมพูชา ทั้งนี้ ได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ Electricité du Cambodge (EDC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของประเทศกัมพูชา โดยมีกำหนดการก่อสร้างตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ถึงไตรมาส 1/2573

2.โครงการก่อสร้างระบบลำเลียงถ่านหินและเถ้าสำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 1,800 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ XTPPL โดยทำหน้าที่ขนส่งเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าและบริหารการจัดการผลพลอยได้จากเถ้าถ่านที่เกิดจากกระบวนการผลิต

ไฟฟ้า กำหนดระยะเวลาก่อสร้างปี 2568 - ไตรมาส 1/2570

 

“ซึ่งทั้ง 2 โครงการ คาดว่าจะจบการเจรจาได้ภายในไตรมาส 3/2568 หากบริษัทฯ สามารถคว้างานดังกล่าวสำเร็จ จะสามารถทยอยรับรู้รายได้ได้ในไตรมาส 4/2568 อีกทั้งจะส่งผลให้ Backlog งานก่อสร้างของ PSGC เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า  และจะมีมากกว่า 5,000 ล้านบาท ที่จะสามารถรับรู้รายได้ถึงปี 2570 ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแผนการเติบโตของบริษัทฯ” นายเดวิด กล่าว

 

นายเดวิด กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันบริษัทฯมีแผนระยะยาว ที่จะเข้ารุกสัมปทานเหมืองแร่ทองคำ พื้นที่ 582 ตารางกิโลเมตร ซึ่งคงเหลือระยะเวลาสัมปทานประมาณ 35 ปี ในพื้นที่เหมืองหลัก และเหมืองถ่านหิน พื้นที่สัมปทาน 262 ตารางกิโลเมตร โดยยังคงเหลือระยะเวลาสัมปทานประมาณ 15 ปี

อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทฯอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 2 โครงการสำคัญใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับแผนการขยายธุรกิจ ได้แก่  

1.โครงการขยายกำลังการผลิตเหมือง XPPL  Phase 1 โครงการประกอบด้วยงานก่อสร้างถนน อาคารคลังสินค้า แคมป์ถาวร และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหมืองในพื้นที่ลาวใต้ มูลค่าโครงการ 239.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  หรือเทียบเท่า 8,082.23 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ชนะการประมูล) ณ สิ้นไตรมาส 1/2568 มีความคืบหน้างาน 81% และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

2.โครงการก่อสร้างพื้นที่พัฒนาเพื่อการตั้งถิ่นฐานใหม่ Resettlement Development งานก่อสร้างเพื่อพัฒนาชุมชนใหม่และโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ลาวเหนือ มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/2568 มีความคืบหน้างาน 21% และคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2570

“ความสำเร็จในการดำเนิน 2 โครงการก่อสร้างข้างต้น สะท้อนถึงความสามารถของ PSG ในการบริหารและดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการขยายธุรกิจในหลากหลายด้าน ความสำเร็จดังกล่าวผลักดันให้บริษัทฯ กำหนดวิสัยทัศน์ ในการดำเนินธุรกิจขึ้นใหม่ คือ ก้าวสู่การเป็นบริษัทชั้นนำในการพัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างในการขยายสู่ธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาของภูมิภาค” นายเดวิด กล่าว

นายเดวิด กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯมีรายได้รวม 642.9 ล้านบาทประกอบด้วย รายได้ก่อสร้างตามสัญญา 638.3 ล้านบาท และ รายได้อื่น 4.6 ล้านบาท ซึ่งลดลง 56.8% จาก ช่วงเดียวกันของปี 2567เนื่องจากงานก่อสร้างของโครงการ XPPL EP1 แล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 80 และมีการเปลี่ยนแปลงขอบเขตของงานก่อสร้างส่วนที่เหลือ ทำให้แผนงานบางส่วนเริ่มต้นล่าช้า

ขณะที่กำไรสุทธิ ไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ 98.8 ล้านบาท ซึ่งอัตราการทำกำไรของโครงการ Resettlement น้อยกว่าโครงการXPPL EP1 ส่งผลให้กำไรในภาพรวมลดลง

 

อย่างไรก็ตามแผนระยะเวลา 10 ปีนี้ PSG ตั้งเป้าที่จะเป็นบริษัทชั้นนำในระดับภูมิภาค โดยมีรายได้ที่ 20,000-30,000 ล้านบาท  จาก 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ Energy สัดส่วน 30%, Resource สัดส่วน 60% และ Construction สัดส่วน 10% และมีพื้นที่ดำเนินธุรกิจใน 6 ประเทศ คือ สปป.ลาว,ไทย,จีน,เมียนมา,กัมพูชา และเวียดนาม

       

ด้าน นางสาวสมฤดี ห์ลีละเมียร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการเงิน บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSG  กล่าวว่า ปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยไตรมาส 1/2568  มีรายได้รวมกว่า 642 ล้านบาท กำไรสุทธิ 98.8 ล้านบาท และมี Backlog รอการรับรู้รายได้ถึงปี 2570 กว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมงานก่อสร้างอีก 2 โครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด

เพื่อสนับสนุนการเติบโตและพัฒนาโครงสร้างทางการเงินมีความโปร่งใส ชัดเจนมากขึ้น บริษัทฯ ได้ดำเนินการรวมหุ้นและลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว ผ่านการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ วัตถุประสงค์เพื่อล้างรายการส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น การดำเนินการรวมหุ้นและลดทุนจดทะเบียนในรอบแรกจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2568 นี้ มีผลให้จำนวนหุ้นของบริษัทลดลงเหลือ 16,248,109,539 หุ้น และราคาหลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

“เมื่อกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้น งบการเงินของเราจะสะท้อนมูลค่าและสถานะที่แท้จริงของบริษัทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักลงทุนสถาบันและกองทุนมากขึ้น” นางสาวสมฤดี กล่าวในที่สุด

 

You can share this post!