เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป กางโรดแมป 5 ปี (2568-2572) มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับโมเดลธุรกิจ ผ่าน 3 แกนหลัก รุกขยายแฟรนไชส์ในตลาดศักยภาพทั่วโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย เพิ่มประสิทธิภาพด้านการลงทุนและผลตอบแทน คาดขยายให้ได้ทั้งหมด 4,500 สาขา คิดเป็น 56% ของพอร์ตธุรกิจทั้งหมด ทั้งยกระดับแบรนด์ในเครือสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก พร้อมการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน ตั้งเป้าโตไม่ต่ำกว่า 50% ด้านสถานการณ์สู้รบพื้นที่ชายแดนไม่กระทบยอดขายและยกเลิกแฟรนไชส์ในกัมพูชา ครึ่งปีแรกยังสวนกระแสโต 3%

นายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MFG เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในไทยรวมถึงทั่วโลกอยู่ในช่วงฟื้นตัวและยังมีช่องทางขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาคธุรกิจต้องมีการปรับตัวให้ทันอยู่เสมอ เช่นเดียวกับ ไมเนอร์ ฟู้ด ที่มีความเข้าใจถึงบริบทที่เกิดขึ้น จึงเดินหน้ากลยุทธ์ “Passion for Growth” เพื่อขับเคลื่อนสร้างการเติบโตให้องค์กร โดยวางโรดแมป 5 ปี (2568-2572) มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับโมเดลธุรกิจ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรแฟรนไชส์ในตลาดศักยภาพทั่วโลก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการลงทุนและผลตอบแทน โดยจะขยายให้ได้ทั้งหมด 4,500 สาขา ที่ส่วนใหญ่จะเน้นสาขาจากพันธมิตรแฟรนไชส์ให้มากถึง 2,500 สาขา หรือคิดเป็น 56% ของพอร์ตธุรกิจทั้งหมด ตอกย้ำว่ากลยุทธ์ดังกล่าวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับแบรนด์ในเครือสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก พร้อมการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนของพนักงาน ลูกค้า รวมทั้งพันธมิตรแฟรนไชส์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างแท้จริง โดยตั้งเป้าจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% (เฉลี่ยโตปีละไม่ต่ำกว่า 10%) เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีรายได้ประมาณ 3.02 หมื่นล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกมีอัตราการเติบโตประมาณ 3% จากปัจจุบัน ไมเนอร์ ฟู้ด มีพอร์ตธุรกิจมากกว่า 30 แบรนด์ และร้านค้ากว่า 2,700 สาขาใน 24 ประเทศ โดยเป็นร้าน แฟรนไชส์ จำนวน 1,300 สาขา หรือคิดเป็น 48% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตของโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ในอนาคต

สำหรับกลยุทธ์การขยายธุรกิจร้านอาหารของ ไมเนอร์ ฟู้ด จะมุ่งดำเนินงานผ่าน 3 แกนหลัก ประกอบด้วย

1.ขยายแบรนด์แฟรนไชส์ในประเทศไทยให้ครอบคลุมมากขึ้น จากเดิมที่มี 3 แบรนด์ คือ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี (The Pizza Company,สเวนเซ่นส์ (Swensen’s) และแดรี่ควีน (Dairy Queen) และในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้เพิ่มอีก 3 แบรนด์ คือ บอนชอน (Bonchon) ได้ขยายเพิ่มถึง 130 สาขา แบ่งเป็นแฟรนไชส์ 19 สาขา ,เดอะ สเต็ก แอนด์ มอร์ (The Steak & More) ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 5 สาขา และ กาก้า (GAGA) ภายใน 1 ปี สามารถขยายได้เพิ่ม 80 สาขา แบ่งเป็นแฟรนไชส์ 14 สาขา รวมเป็น 6 แบรนด์แฟรนไชส์ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั่วประเทศที่เพิ่มขึ้น พร้อมพัฒนาร้านฟอร์แมทใหม่ เช่น Dairy Queen stand-alone modular store ที่เปิดร่วมกับร้านสะดวกซื้อที่มีที่จอดรถ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบาย ใกล้กับที่อยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น และผู้ประกอบการลดความเสี่ยง สามารถเคลื่อนย้ายทำเลใหม่ได้ง่าย โดยในปีนี้ตั้งเป้าจะขยายให้ได้ 15 สาขา และในปีต่อไปจะขยายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าโมเดลดังกล่าวจะสามารถสร้างยอดขายได้สูง 15-20% จากปัจจุบันมีแดรี่ควีน ทั้งสิ้นกว่า 530 สาขา


2.ผลักดันการขยายสาขาในต่างประเทศ โดยไมเนอร์มีแผนที่จะขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาได้ขยายไปยังตลาดอินโดนีเซีย พบว่าเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมานำ 2 แบรนด์ไปเปิดทำตลาด คือ แดรี่ควีน ภายในระยะเวลา 1 ปี สามารถขยายได้ 38 สาขา และ กาก้า สามารถขยายได้ 32 สาขา และภายในปีนี้จะเพิ่มอีก 2 แบรนด์ใหม่ ในตลาดอินโดนีเซีย ในรูปแบบของ Hot Chain โดย 1 ในจำนวนนี้คือ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี


นอกจากนี้ยังสนใจที่จะขยายฐานตลาดไปยังอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วย อาทิ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย รวมไปถึงกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา,สปป.ลาว,เมียนมา และเวียดนาม) ,ภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) และอินเดีย รวมไปถึงออสเตรเลีย ซึ่งจะนำแบรนด์หลักเข้าไปทำตลาด เช่น เดอะ พิซซ่า คอมปะนี (The Pizza Company) สเวนเซ่นส์ (Swensen’s) ซิซซ์เล่อร์ (Sizzler) และเดอะ คอฟฟี่ คลับ (The Coffee Club)


“ในปีนี้เราจะขยายตลาดไปยัง 2 ประเทศ คือ อินเดีย โดยจะนำแบรนด์ที่เป็น Hot Chain เข้าไปทำตลาด ส่วนอีก 1 แบรนด์จะเป็นของหวาน และภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจะนำแบรนด์ “เบนิฮานา เสต็กเฮ้าส์”เข้าไปทำตลาด เสริมกับ “เดอะ คอฟฟี่ คลับ”ที่ทำตลาดอยู่แล้ว อีกทั้งยังสนใจที่จะเข้าไปทำตลาดในประเทศฟิลิปปินส์ อีกด้วย สำหรับตลาดกัมพูชา ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 5-6 สาขา นั้นไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่สำคัญคือการสื่อสารทางการตลาด และทุกสาขาล้วนเป็นแฟรนไชส์ที่เจ้าของเป็นชาวกัมพูชา ดังนั้นสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา จึงไม่มีผลกระทบต่อยอดขาย และไม่มีการยกเลิกแฟรนไชส์”นายธันยเชษฐ์ กล่าว

3.การพัฒนาและขยายแบรนด์ใหม่ ที่ตอบโจทย์เทรนด์อาหารที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านการพัฒนาเอง การร่วมลงทุนกับพันธมิตร รวมถึง การเข้าซื้อแบรนด์ที่มีศักยภาพ เช่น การเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ “เดอะ สเต็ก แอนด์ มอร์” (The STEAK & MORE) ที่ไมเนอร์ ฟู้ด พัฒนาขึ้นมาเองเพื่อมาตอบโจทย์ลูกค้าที่ชอบรับประทานสเต็กรสชาติเข้มข้น ในราคาที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ง่าย

“ภาพรวมผลประกอบการในครึ่งปีแรก กลุ่มฟู้ด ยังสามารถทำรายได้เติบโตที่ 3% โดยในปี 2572 ไมเนอร์ ฟู้ด ตั้งเป้ามีจำนวนร้านอาหารและเครื่องดื่มรวมทั้งสิ้นกว่า 4,500 ร้าน ซึ่งเป็นร้านแฟรนไชส์จำนวนกว่า 2,500 ร้าน หรือคิดเป็น 56% ของพอร์ตธุรกิจทั้งหมด ตอกย้ำว่ากลยุทธ์ดังกล่าวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับแบรนด์ในเครือสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก พร้อมการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น พนักงาน ลูกค้า รวมทั้งพันธมิตรแฟรนไชส์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างแท้จริง” นายธันยเชษฐ์ กล่าวในที่สุด