
ศุภาลัย มั่นใจศักยภาพทำเลสุขุมวิท หลังเข้าพัฒนาในพื้นที่กว่า 30 ปี มั่นใจมีความเข้าใจดีมานด์ เผยแม้ครึ่งปีแรกเผชิญหลากปัจจัยลบ เชื่อครึ่งปีหลังเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว จากดอกเบี้ยและตลาดหุ้นเริ่มสดใส ยันเปิด 36 โครงการ มูลค่ารวม 46,000 ล้านบาทตามแผนเดิม ล่าสุดงัดที่ดินเก่าเก็บย่านสุขุมวิท 39 ผุด“ศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39”มูลค่า 2,100 ล้านบาท ชูไฮไลต์ เป็นโครงการแรกไม่มี 1 ห้องนอน เน้นยูนิตใหญ่ 2-3 ห้องนอน ทดลองเปิดรอบ VIP แค่ 4 วัน กวาดกว่า 500 ล้านบาทบาท พร้อมเปิด Pre-Sales วันที่ 30–31 ส.ค.นี้ คาดถึงสิ้นเดือนยอดขายพุ่ง 70%ยันยอดขาย-รายได้ทั้งปียังเป็นไปตามเป้า

ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า สุขุมวิท 39 ถือเป็นทำเลที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อบริษัทฯ มาหลายทศวรรษ โดยนอกจากจะเป็นทำเลทองแห่งการอยู่อาศัย รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์ในย่านพร้อมพงษ์–อโศกแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของคอนโดมิเนียมโครงการแรกของบริษัทฯ คือ“ศุภาลัย เพลส สุขุมวิท 39” ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2537 และต่อเนื่องด้วยโครงการ “SUPALAI ORIENTAL SUKHUMVIT 39”ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การออกแบบสไตล์ตะวันออกร่วมสมัย ทำเลนี้จึงเปรียบเสมือนรากฐานของความเชื่อมั่นและความผูกพันระหว่างศุภาลัยกับพื้นที่ศักยภาพใจกลางเมือง ที่สะท้อนผ่านความตั้งใจในการพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมเพื่อคนเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมั่นใจว่าศุภาลัยฯมีความเข้าใจลูกค้าในโซนสุขุมวิทมากที่สุด




และล่าสุดได้เปิดตัวโครงการ“ศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39” (SUPALAI ELITE SUKHUMVIT 39) คอนโดมิเนียมระดับ Luxury มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท นับเป็นการกลับมาของแบรนด์ ELITE อีกครั้ง เพื่อตอบโจทย์ผู้แสวงหาวิถีชีวิตเหนือระดับในทำเลชั้นนำอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “Perfection for the Chosen–ชีวิตดั่งใจ เลือกได้ทั้งหมด” โดยโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Modern Classic ที่ผสานความสง่างามเหนือกาลเวลากับความร่วมสมัยได้อย่างพิถีพิถัน ใช้วัสดุคุณภาพระดับพรีเมียม และใส่ใจในรายละเอียดการตกแต่งที่กลมกลืนทั้งในแง่ของฟังก์ชันและสุนทรียะ เพื่อมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือกว่าทั้งในด้านความงาม ความสะดวกสบาย และคุณค่าทางจิตใจอย่างแท้จริง อีกทั้งโครงการตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 บนทำเลที่เชื่อมต่อได้อย่างสะดวกทั้ง ถนนสุขุมวิท และ ถนนเพชรบุรี รองรับการเดินทางเข้า–ออกเมืองได้อย่างคล่องตัวเชื่อมโยงทุกจุดหมายสำคัญในกรุงเทพฯ

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมาว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมได้ผ่านจุดที่แย่ที่สุดมาแล้ว คือช่วงสถานการณ์แผ่นดินไหว เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้า ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ และในครึ่งหลังมองว่าแนวโน้มจะดีกว่าในครึ่งปีแรกแน่นอน จากอัตราดอกเบี้ยที่จะปรับตัวลง ,ราคาหุ้นเริ่มดีขึ้น ก็จะยิ่งทำให้บ้านราคาแพงมียอดขายที่ดีขึ้น จะทำให้กลุ่มดีมานด์ระดับบนและชาวต่างชาติมีความมั่นใจมากขึ้น อีกทั้งนโยบายภาษีของสหรัฐฯไม่รุนแรงอย่างที่คิด รวมไปถึงสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา เริ่มดีขึ้น ส่วนภาคการท่องเที่ยวแม้ว่าจะยังไม่ดีมากนัก แต่ก็เชื่อว่าจะกลับมาฟื้นตัวในเร็วๆนี้
“ในภาคอสังหาฯนั้น ปกติช่วงเดือนมีนาคม จะเป็นช่วงที่มียอดขายดีที่สุด แต่ในปีนี้ด้วยสถานการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดขายในครึ่งปีแรกชะลอตัวลง แต่ในครึ่งปีหลังช่วงเดือนกรกฎาคม ได้สร้างปรากฏการณ์เป็นยอดขายที่ดีที่สุด”นายไตรเตชะ กล่าว

นายไตรเตชะ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ภาพรวมตลาดยังชะลอตัว แต่การเปิดตัวโครงการใหม่ของปี 2568 ยังเป็นไปตามแผนที่บริษัทวางไว้ คือ 36 โครงการ มูลค่ารวม 46,000 ล้านบาท หรืออาจจะมีประมาณ 1-2 โครงการ ที่อาจจะเลื่อนการเปิดตัวไปในปี 2569 เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล ส่งผลให้การพิจารณาการการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ล่าช้าไปด้วย โดยในครึ่งปีแรก 2568 จะค่อนข้างเปิดตัวน้อย เพียง 8 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 10,000 ล้านบาท เป็นการพัฒนาในกรุงเทพฯ 5 โครงการ และต่างจังหวัด 3 โครงการ คือ สงขลา,เชียงราย และภูเก็ต สำหรับไตรมาส 3 จะเปิดตัวอีก 8 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท และที่เหลืออีกประมาณเกือบ 20 โครงการ จะเน้นเปิดตัวในไตรมาส 4 ซึ่งบริษัทฯยังมีฐานการเงินที่แข็งแกร่ง

ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการ “ศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39” (SUPALAI ELITE SUKHUMVIT 39) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวเมืองระดับพรีเมียม บนที่ดินทั้งหมดประมาณ 2 ไร่เศษ พัฒนาในรูปแบบของด้วยอาคารชุดพักอาศัย 1 อาคาร สูง 25 ชั้น โดยเป็นโครงการแรกที่ไม่มีห้องขนาด 1 ห้องนอน แต่เลือกนำเสนอเฉพาะยูนิตพักอาศัยขนาดใหญ่ในรูปแบบ 2-3 ห้องนอน โดยแบ่งเป็นห้องดูเพล็กซ์ สัดส่วน 3% ,แบบ 2 ห้องนอน สัดส่วน 26% และแบบ 3 ห้องนอน สัดส่วน 71% ขนาดตั้งแต่ 56.5-150.5 ตารางเมตร เพียง 192 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 6.3-27 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยที่ 120,000 บาท/ตารางเมตร มูลค่าโครงการประมาณ 2,100 ล้านบาท ซึ่งห้องพักอาศัยทุกยูนิตได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด โปร่งโล่งด้วยเพดานสูง 2.8 เมตร รองรับการตกแต่งหลากหลายสไตล์อย่างมีระดับ อีกทั้งยังติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกภายในระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Digital Door Lock ชุดครัว Built-in พร้อม Hob & Hood และ Built-in Microwave เครื่องปรับอากาศแบบ Cassette Type ที่มาพร้อมระบบกรองฝุ่นละเอียด PM1.0 รวมถึงห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยโถสุขภัณฑ์อัตโนมัติแบบ Full Function ฝักบัว Hand Shower และ Rain Shower พร้อมฉากกั้นอาบน้ำกระจกนิรภัย (Tempered Glass)

“โครงการ ‘SUPALAI ELITE SUKHUMVIT 39’ เป็นการต่อยอดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับ Luxury ในทำเลศักยภาพสูงย่านพร้อมพงษ์ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Super Prime Location ของกรุงเทพฯ ทั้งในแง่ของศักยภาพการใช้ชีวิตและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินเก่าของบริษัทฯที่ซื้อมาเมื่อประมาณ 34 ปีที่ผ่านมา ในราคาประมาณ 90,000 บาท/ตารางวา ปัจจุบันราคาขายที่ดินพุ่งไปที่ประมาณ 700,000 บาท/ตารางวา อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของแหล่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำ อาทิ The Em District, Tops Food Hall, Fuji UFM Supermarket, โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท, โรงพยาบาลกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขณะเดียวกันยังเชื่อมต่อระบบคมนาคมเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่าน BTS พร้อมพงษ์ MRT เพชรบุรี Airport Rail Link มักกะสัน ท่าเรือคลองแสนแสบ และทางด่วนด่านเพชรบุรี ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนถึงความพร้อมของทำเลในการรองรับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความคล่องตัวสูงสุด” นายไตรเตชะ กล่าว

แม้ที่ผ่านมาทำเลสุขุมวิท 39 มีข้อจำกัดด้านอุปทานของคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่สร้างเสร็จมาระยะหนึ่งและไม่ค่อยมีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ ทำให้ตลาดยังคงมีช่องว่างสำคัญรองรับโครงการใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าในเซกเมนต์นี้ได้อย่างแท้จริงทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายและพร้อมลงทุนกับที่อยู่อาศัยที่สะท้อนวิถีชีวิตที่เลือกสรรแล้ว ในราคาเฉลี่ย 120,000 บาท/ตารางเมตร นับเป็นระดับราคาที่หาได้ยากในย่านใจกลางสุขุมวิท แต่บมจ.ศุภาลัยมีความสามารถในการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผนวกกับความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของพื้นที่ จึงสามารถส่งมอบคุณภาพชีวิตระดับ Luxuryในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่ามา ได้เปิดขายในรอบ VIP ไปก่อน ปรากฏว่าในช่วงระยะ 4 วันที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ถึงกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งลูกค้าเป็นคนไทยทั้งหมด โดยการันตีผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุดที่ 7% และสามารถปล่อยเช่าได้ในราคาประมาณ 70,000-90,000 บาท/เดือน โดยจะเปิดพรีเซลในรอบประชาชนทั่วไปในวันที่ 30-31 สิงหาคม นี้ คาดว่าจนถึงสิ้นเดือนนี้จะสามารถทำยอดขายได้ 70%

นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยให้ “เหนือระดับในทุกมิติ” ด้วยพื้นที่ส่วนกลางสุดเอ็กซ์คลูซีฟบนชั้น Rooftop ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการผ่อนคลายและกิจกรรมของทุกเจเนอเรชัน อาทิ Elite Azure Pool สระว่ายน้ำดีไซน์หรูชมวิวเมืองแบบ Infinity-Edge พร้อมระบบ Jacuzzi ให้ได้ผ่อนคลายทุกความเมื่อยล้า, The Sky Parlour พื้นที่รับรองลอยฟ้าสำหรับนั่งเล่น ทำงาน หรือปาร์ตี้, Elite Fit Studio ฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ครบครัน, Elite Playroom & Kid’s Pool พื้นที่สำหรับเด็กที่ผสานความสนุกกับความปลอดภัย และ The Cliffs at 39 โซนปีนผาจำลองสำหรับผู้รักความท้าทาย และอีกหนึ่งความพิเศษของโครงการคือ สัดส่วนที่จอดรถที่เหนือกว่ามาตรฐาน มากถึง 108% (ของจำนวนยูนิต) รองรับความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันอย่างมั่นใจ ทั้งในมิติของผู้อยู่อาศัยและผู้ลงทุนระยะยาว นอกจากนี้โครงการยังให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน และให้ความมั่นใจในมาตรฐานการก่อสร้าง ตัวอาคารได้รับการออกแบบให้รองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวตามกฎหมายใหม่(กฎกระทรวงฯ ปี 2564) และเป็นไปตามมาตรฐานด้านวิศวกรรม(มยผ.1301/1302) ของกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมรับประกันโครงสร้างนาน 10 ปี และส่วนควบห้องชุดพักอาศัย 3 ปี ซึ่งถือเป็นระดับการรับประกันที่ให้ความคุ้มครองได้อย่างครอบคลุมและยาวนานกว่าที่มักพบในโครงการทั่วไป

นายไตรเตชะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเป้ายอดขายในปี 2568 นั้นแม้ว่าในครึ่งปีแรกมีปัจจัยลบต่างๆมาส่งผลกระทบ และมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำยอดขายให้ได้ แต่ในเบื้องต้นยังคงยืนยันว่าจะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ที่ 32,000 ล้านบาท และเป้ารายได้เดิมที่ 30,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนดังกล่าวจะเป็นรายได้จากโครงการร่วมทุนที่ประเทศออสเตรเลีย ในสัดส่วนประมาณ 10% โดยในช่วงต้นปีแรกโครงการที่ออสเตรเลีย สามารถทำยอดขายได้ดีมาก เติบโตถึง 300% และคาดว่าทั้งปีจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 200%