
กิฟฟารีนเผยภาพรวมธุรกิจขายตรงปี 68 ยังมีสัญญาณบวกจากเทรนด์ของตลาดสุขภาพ-ความงามที่ยังคงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค โดยมูลค่าตลาดรวมธุรกิจขายตรง ที่ทางสมาคมการขายตรงไทยได้รวบรวมไว้ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 56,400 ล้านบาท พ้อรัฐบาลไม่แยแสช่วยธุรกิจขายตรง แม้สร้างรายได้ให้ประชาชนทั่วประเทศและเสียภาษีถูกต้อง ล่าสุดเดินหน้าใช้ AI สร้างโมเดล Personalize Coaching เปิดตัว “Giffarine AI Coach”ด้วยงบเกือบ 10 ล้านบาท เป็นผู้ช่วยนักธุรกิจกิฟฟารีนในการวางแผนขายสินค้า นำเสนอผลิตภัณฑ์ ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยี-โซลูชั่นจากMicrosoft และ FRONTIS ยกระดับธุรกิจขายตรง MLM สร้างปรากฏการณ์ใหม่เจ้าแรกในไทย พร้อมเปิดให้บริการ 16 ส.ค.นี้ ด้วยแพ็กเกจละ 300 บาท ใช้ได้ 120 วัน ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ใกล้เคียงปี 67 หรือเติบโตกว่า 1-2%

พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจขายตรงปี 2568 ว่ายังมีสัญญาณบวกจากเทรนด์ของตลาดสุขภาพและความงามที่ยังคงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค และเป็นธุรกิจที่ยังไปต่อได้โดยมูลค่าตลาดรวมธุรกิจขายตรง ที่ทางสมาคมการขายตรงไทยได้รวบรวมไว้ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 56,400 ล้านบาท ทำให้ปี 2568 กิฟฟารีนจะรุกทำตลาดเต็มสูบ โดยกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มและโอกาสเติบโตสูงของกิฟฟารีนยังคงเป็นกลุ่มสกินแคร์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในกลุ่ม Longevity และเสริมภูมิคุ้มกัน ผลิตภัณฑ์กลุ่มดูแลรูปร่าง และผลิตภัณฑ์โปรตีนวีแกน
อย่างไรก็ตามการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจขายตรง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการในทุกธุรกิจต้องปรับตัว และปรับแผนการทำตลาด เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพราะผู้บริโภคในยุคนี้มีสัดส่วนที่ซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก AI เข้ามามีส่วนในการขายสินค้ามากขึ้น แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีรัฐบาลไหนให้ความสนใจธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด เพราะมีเรื่องอื่นที่รัฐบาลกังวลมากกว่า แต่มองว่าบริษัทในธุรกิจขายตรงที่ดียังมีอีกมาก สามารถสร้างรายได้ให้กับคนไทยได้ทั่วประเทศ และยังเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย
สำหรับในช่วงอีก 4 เดือนที่เหลือของปี 2568 มองว่าธุรกิจขายตรงที่จำหน่ายสินค้าหมวดหมู่ที่ลูกค้าใช้เป็นประจำ ก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่ถ้าหากเศรษฐกิจชะลอตัวลงสินค้าที่อยู่ในหมวดฟุ่มเฟือยก็จะถูกตัดออกไป ยอดขาย/บิล ก็จะลดลง แต่เชื่อว่าในแต่ละวิกฤติก็ยังมีผลดีต่อธุรกิจขายตรง ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยเห็นผลมาแล้วในวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540,สถานการณ์น้ำท่วมปี 2554 และวิกฤติโควิด-19 เป็นต้น
และเพื่อเป็นการช่วยเหลือสมาชิกรายใหม่ที่ยังไม่เก่งในการขายสินค้า ล่าสุดบริษัทฯได้ทุ่มงบประมาณเกือบ 10 ล้านบาท ในการเปิดตัว “Giffarine AI Coach” ซึ่งเป็นเครื่องมือ(tools) ใหม่ในการติดอาวุธให้นักธุรกิจกิฟฟารีน มี Coach หรือ Mentor ส่วนตัวที่ช่วยวิเคราะห์ VDO และช่วยสร้างสคริปต์ พร้อมให้คำแนะนำที่เข้ากับกลยุทธ์และสไตล์ของแต่ละบุคคล ให้สำเร็จ ได้ง่าย ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วมากขึ้น สำหรับการขายสินค้าและแนะนำธุรกิจกิฟฟารีน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีและโซลูชั่นจาก Microsoft (ไมโครซอฟท์) ผู้นำด้านเทคโนโลยีคลาวด์ และ AI รวมถึง Azure AI Foundry และ FRONTIS (ฟรอนทิส) บริษัท Consulting และ Tech Company ที่ให้บริการด้านคำปรึกษา วางแผนยุทธศาสตร์ และการใช้เทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจรายใหญ่ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในวงการธุรกิจขายตรง MLM ที่บริษัทได้ลงทุนใช้ AI มาช่วยเป็นโค้ช แนะนำการขายสินค้าของตนเองโดยเฉพาะ ทั้งสร้างสคริปต์ และวิเคราะห์ VDO นำเสนอสินค้า ซึ่งสมาชิกที่สนใจ “Giffarine AI Coach” สามารถซื้อแพ็กเกจได้ ในราคาแพ็กเกจละ 300 บาท ใช้ได้ 120 วัน โดยจะสร้างได้ 100 สคริปต์ (1 สคริปต์จะสร้างได้ 3 ข้อความ จำนวนประมาณ 4-5 หน้าจอ) และสามารถสร้างวีดิโอได้ โดยคิดในราคา 2.36 บาท/นาที เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากนักขายระดับสูงเป็นอย่างมาก โดยจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นี้
คาดว่าการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยสร้างยอดขาย เพิ่มจำนวนนักธุรกิจ และขยายฐานลูกค้าให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีน ซึ่งปัจจุบันกิฟฟารีนมีลูกค้าที่ลงทะเบียนรวม 8.7 ล้านรหัส และมีจำนวนนักธุรกิจกิฟฟารีนที่ทำธุรกิจและได้รับรายได้ 870,000 รหัส แต่มีนักธุรกิจที่แอคทีฟประมาณ 400,000 ราย ขณะเดียวกันก็มียอดผู้สมัครสมาชิกใหม่ประมาณ 4,000-5,000 ราย/ปี ซึ่งน้อยกว่าในช่วงก่อนเศรษฐกิจขาลง ที่มียอดผู้สมัครใหม่ประมาณ 5,000-6,000 ราย/ปี แต่สมาชิกในยุคปัจจุบันจะเป็นกลุ่มที่มีอายุน้อยเข้ามาสมัครมากขึ้น อายุตั้งแต่ 25-35 ปี ที่ส่วนใหญ่ต้องการมีอาชีพเสริม จากการทำงานประจำ
“ต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน AI มีบทบาทในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น กิฟฟารีนเป็นบริษัทขายตรงในรูปแบบ MLM บริษัทแรกในประเทศไทย ที่ใช้ AI มาช่วยทำธุรกิจ ช่วยวางแผน และเป็น Coach หรือ Mentor ส่วนตัวให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีน กิฟฟารีนจึงได้ริเริ่มพัฒนา Solution ต่างๆ ที่สามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจ และประสิทธิภาพให้นักธุรกิจกิฟฟารีนนำเสนอสินค้า และเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น จาก pain point สู่ Solution และนำไปสู่ Changing Lifestyle ที่ดีขึ้นและประสบความสำเร็จในเรื่องของยอดขาย และขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้น จุดเด่นของ “Giffarine AI Coach” ที่ไม่เหมือนแพลตฟอร์ทั่วไป คือ เป็น Personalize Coaching ที่ทรงพลังในการแนะนำงานขายผ่านการไลฟ์สด เป็นครั้งแรกของการสร้าง VDO Mentor ส่วนตัวให้นักธุรกิจกิฟฟารีนสามารถเรียนรู้การทำงานออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง ประหยัดเวลาในการทำงาน เพราะเป็น AI Agent สำเร็จรูปที่ทำงานได้อัตโนมัติ สามารถเลือกใช้ได้ง่าย เพียงแค่กรอกแบบสอบถามที่ Customize เหมือนเป็น One stop personalize trainer online service สำหรับนักธุรกิจกิฟฟารีนทุกคนอย่างแท้จริง เข้าถึงง่าย ใช้ได้ทุกคนที่ต้องการประสบความสำเร็จในการนำเสนอขายสินค้า และแนะนำธุรกิจกิฟฟารีน นักธุรกิจกิฟฟารีนสามารถเข้าถึงได้หมด ยุคสมัยนี้ใครใช้ AI เก่งคนนั้นก็ได้เปรียบ เชื่อว่า AI เป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจมากๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ธุรกิจขายตรง แต่รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ด้วย”
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 29 ปี กิฟฟารีนมียอดขายรวมอยู่ที่ 110,758 ล้านบาท ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจอย่างมาก ซึ่งเป็นผลจากกิฟฟารีนมีความเข้าใจคนไทย ทั้งในเรื่องงานขาย และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามครบวงจร รวมถึงการปรับกระบวนทัพทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ใหม่ๆ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของกิฟฟารีน ทำให้การดำเนินธุรกิจปี 2568 ของกิฟฟารีนจะโฟกัสไปที่สถานการณ์เศรษฐกิจควบคู่กับการทำธุรกิจ รวมถึงการออกสินค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม Health & Beauty ที่ยังเป็นเรือธง ทำยอดขายเติบโตสูงที่สุด รวมถึงการให้ความสำคัญในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ทั้งความต้องการของนักธุรกิจกิฟฟารีน และโดนใจผู้บริโภค
พญ.นลินี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน บริษัทมียอดขายจากออฟไลน์ สัดส่วน 70% และออนไลน์ สัดส่วน 30% แต่มีอัตราการเติบโตจากออฟไลน์ ถึง 20% สำหรับในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯสามารถทำยอดขายเกิน 2,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตในตัวเลข 1 หลัก และในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นเดือนที่มีความท้าทายและมีผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภค เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ยอมรับว่ายอดขายตกลงไปประมาณ 6-7% อันเนื่องมาจากสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ในครึ่งเดือนแรกของเดือนสิงหาคม ยอดขายก็ฟื้นกลับขึ้นมา ซึ่งคาดว่าทั้งปีอาจจะมียอดขายรวมใกล้เคียงกับปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 4,300 ล้านบาท หรืออาจจะเติบโตขึ้นกว่าประมาณ 1-2%

ขณะที่นายปริญญ์ บุญดีสกุลโชค CEO & Managing Partner บริษัท ฟรอนทิส จำกัด กล่าวว่า ในยุคที่ AI พัฒนาอย่างก้าวกระโดด การนำ AI มาช่วยงานอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความแตกต่าง หัวใจสำคัญคือการสร้าง ‘ความได้เปรียบจาก AI’ หรือ ‘AI Advantage ให้เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ FRONTIS รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้คำปรึกษาและทำงานร่วมกับกิฟฟารีน ซึ่งเป็นองค์กรที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมองเห็นโอกาสนี้ก่อนใคร โดยเปลี่ยนโจทย์ความท้าทายให้กลายเป็นโซลูชัน ‘Giffarine AI Coach’ ซึ่งไม่เพียงเป็นเครื่องมือ แต่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เสริมศักยภาพ Empower ให้นักธุรกิจกิฟฟารีนทำงานได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยสร้างความแข็งแกร่งและโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ กรณีของกิฟฟารีนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ในยุค AI Disruption นี้องค์กรที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนอาจไม่ได้ขึ้นกับขนาดใหญ่ที่สุดหรือเร็วที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวและสามารถผสานเทคโนโลยีเข้ากับกลยุทธ์และคนทำงานได้อย่างตรงจุด

ด้านนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เนื่องจาก AI เข้ามามีส่วนในการขายสินค้ามากขึ้น เป็นเทคโนโลยีที่ Disruption ซึ่งให้โอกาสอย่างมหาศาล ซึ่งต้องเปิดใจที่จะเรียนรู้ โดยการร่วมมือในครั้งนี้ไมโครซอฟท์รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิฟฟารีนสู่อนาคตของธุรกิจขายตรงไทย ด้วยพลังของ AI กิฟฟารีนถือเป็นแบรนด์ MLM สัญชาติไทยรายแรกที่พัฒนา “Giffarine AI Coach” ในรูปแบบ AI Agent เพื่อเสริมศักยภาพนักธุรกิจให้ทำงานและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยข้อมูลที่แม่นยำและการนำเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้นักธุรกิจได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ขยายตลาดใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ไมโครซอฟท์เชื่อมั่นว่า AI จะเป็นพลังสำคัญสร้างอิมแพค และยกระดับกิฟฟารีนสู่การเป็น Frontier Firm ของธุรกิจขายตรงไทยในยุค AI อย่างแท้จริง