“กลุ่มดุสิตธานี”เล็งต่อยอดธุรกิจรูปแบบ"แบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์"รุกขยายฐานตลาดต่างประเทศอนาคต ล่าสุดเตรียมอวดโฉม“Sales Gallery”พร้อมเปิดรอบพรีเซล VVIP 23-24 ส.ค.นี้ มั่นใจแม้เป็น Leasehold แต่ลูกค้าไทย-เทศ ให้การตอบรับดี
อสังหาริมทรัพย์

“กลุ่มดุสิตธานี”เล็งต่อยอดธุรกิจรูปแบบ"แบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์"รุกขยายฐานตลาดต่างประเทศอนาคต ล่าสุดเตรียมอวดโฉม“Sales Gallery”พร้อมเปิดรอบพรีเซล VVIP 23-24 ส.ค.นี้ มั่นใจแม้เป็น Leasehold แต่ลูกค้าไทย-เทศ ให้การตอบรับดี

กลุ่มดุสิตธานี เล็งต่อยอดธุรกิจในอนาคตรุกขยายฐานพัฒนา-ให้บริการโครงการรูปแบบ"แบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์"ตลาดต่างประเทศ ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจาหลายราย ด้านความคืบหน้า “ดุสิต อจารา หัวหิน” เตรียมเปิดพรีเซลรอบ VVIP วันที่ 23-24 ส.ค.68 นี้ ส่วนห้องเพนท์เฮาส์หรูขออุบราคา คาดอยู่เรทเดียวกับตลาดที่ 250,000-270,000 บาท/ตารางเมตร ระบุแม้เป็นรูปแบบสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี + 30 ปี แต่มั่นใจลูกค้าตอบรับดีทั้งไทยและเทศ จากจุดแข็งเรื่องการขายและการให้บริการตลอดระยะเวลาการอยู่อาศัย

 

นางสาวณัฐภาณุ์ ศรียุกต์สิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดุสิต เอสเตท จำกัด ในเครือบริษัท ดุสิตธานี จำกัด(มหาชน) หรือ DUSIT ผู้นำธุรกิจด้านการโรงแรมและบริการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลกของไทยที่ดำเนินธุรกิจและการบริการมากว่า 75 ปี เปิดเผยว่า จากประสบการณ์การดำเนินธุรกิจของกลุ่มดุสิตธานี ที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ-บริหารโรงแรม และที่อยู่อาศัย โดยทุกโครงการที่พัฒนานั้นจะเน้นการให้บริการที่ดีที่สุด และในส่วนของธุรกิจที่อยู่อาศัยเอง ในอนาคตก็สนใจที่จะต่อยอดธุรกิจในการไปพัฒนาโครงการในรูปแบบของ "แบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์" (Branded Residences) ในต่างประเทศด้วย หรืออาจจะเป็นการเข้าไปบริหารและให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการโครงการทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ในรูปแบบดังกล่าวด้วยเช่นกัน  ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการธุรกิจทั้งในและต่างประเทศหลายรายสนใจที่จะให้ทางกลุ่มดุสิต เข้าไปบริหารเช่นกัน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

ส่วนความคืบหน้าโครงการ “ดุสิต อจรา หัวหิน”ซึ่งเป็นการนำที่ดินซึ่งเป็นคอกม้าเดิม บริเวณด้านหน้าโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน พื้นที่ 20 ไร่ มาพัฒนาโครงการดังกล่าว ในรูปแบบของคอนโดมิเนียม Low Rise, Low Density จำนวน 7 อาคาร สูง 3 ชั้น และ 6 ชั้น ขนาดตั้งแต่ 88-300 ตารางเมตร มีเพียง 96 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 14 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยที่ประมาณ 220,000-230,000 บาท/ตารางเมตร มูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของห้องแบบเพนท์เฮาส์ ซึ่งมีเพียง 4 ยูนิต นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยราคาได้ แต่ราคาจะเทียบเท่าโครงการระดับ"แบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์"ในทำเลใกล้เคียงกัน คือ ชะอำและหัวหิน ที่ราคาตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 250,000-270,000 บาท/ตารางเมตร โดยโครงการดังกล่าวจะเปิดพรีเซลในรอบ VVIP ในวันที่ 23-24 สิงหาคม 2568 นี้ และหลังจากนั้นก็จะเปิดขายในรอบทั่วไป ซึ่งแม้โครงการดังกล่าวจะเป็นการขายในรูปแบบของสัญญาเช่าระยะยาว (Leasehold) 30 ปี + 30 ปี แต่ก็มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า เพราะกลุ่มดุสิตฯจะมีจุดแข็งในเรื่องการขายและการให้บริการตลอดระยะเวลาการอยู่อาศัย โดยจะเน้นลูกค้าคนไทยในสัดส่วน 60% และต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศแถบยุโรป และสแกนดิเนเวีย สัดส่วน 40%

“หัวหิน เป็นโครงการที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญของกลุ่มดุสิตธานี ทั้งด้านการบริหารโรงแรม (Hotel Management) และการบริการ (Hospitality Services Management) สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มดุสิตธานีในการขยายตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ ในรูปแบบ Branded Residences ให้ตอบโจทย์ความต้องการด้าน Well-being สร้างสุขภาพกายและใจ และเป็นสังคมที่ดีสำหรับคนทุกช่วงวัย (Multi-generational Living Concept) ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตในประเทศไทยและทั่วโลก โดยสานต่อเสน่ห์ของหัวหินบนพื้นที่ต้นกำเนิดของ Dusit Resort & Polo Club ที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก มาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์การพักอาศัยที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับลูกบ้านในระยะยาว พร้อมวางคอนเซ็ปต์ของพื้นที่สีเขียวที่มีขนาดใหญ่กว่า 60% ให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับธรรมชาติขนาดใหญ่ ภายใต้แนวคิดของ “Bridging Oasis” เสมือนการเชื่อมต่อและการเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติตลอดช่วงเวลาพักผ่อน”นางสาวณัฐภาณุ์ กล่าว

สำหรับการวางกลุ่มอาคารได้มีการคำนึงถึงเรื่อง Cross Ventilation และ Universal Design และการเสริมสร้าง Sustainable Living ทั้งในแง่ของการเลือกวัสดุที่ดูแลรักษาง่าย เหมาะกับทุกช่วงวัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเลือกสีสันตามธรรมชาติสอดรับกับผืนธรรมชาติอย่างกลมกลืน สำหรับภายในแต่ละยูนิตถูกออกแบบเป็น Fully Fitted โดยดีไซน์ให้มีหน้ากว้าง (Wide Frontage) เพื่อเปิดรับแสงและลมธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ สามารถแบ่งพื้นที่ใช้สอยเพื่อรองรับความต้องการหลากหลายรูปแบบ ทั้งพื้นที่ที่สมาชิกสามารถใช้เวลาร่วมกัน “Multi-generational Sharing Space” พื้นที่กึ่งกิจกรรมส่วนตัว “Semi-private Space” และพื้นที่ส่วนตัว “Private Area” มาพร้อมระเบียงขนาดใหญ่ที่มอบวิวทิวทัศน์และการสัมผัสธรรมชาติที่แตกต่างกันจากฟอร์มและพันธุ์ไม้นานาชนิดโดยพื้นที่ชั้น 1 จะมี Private Garden เป็นของตัวเอง นอกจากนี้ ยังมียูนิตพิเศษอย่าง Penthouse ที่มอบวิวทัศน์แบบ Sea View และฟังก์ชันการ Combine Unit ที่สามารถเชื่อมต่อขยายพื้นที่ห้องเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับความต้องการของแต่ละครอบครัวได้อย่างยืดหยุ่น เป็นต้น

“เราได้สร้างสรรค์ Dusit Ajara Hua Hin Sales Gallery ของโครงการดุสิต อจารา หัวหิน เพื่อสะท้อนความหรูหราผ่านแนวคิด Multi-generational Living ที่พักอาศัยที่ดีที่สุดบนทำเลศักยภาพของหัวหิน โดยได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารจริงเพื่อจัดแสดงห้องตัวอย่างจำนวน 2 ยูนิต ประกอบด้วย ห้องแบบ 1 ห้องนอน 88 ตารางเมตร  และ 2 ห้องนอน 156 ตารางเมตร ภายในพื้นที่ได้ตกแต่งในสไตล์เรียบหรู Timeless  ที่เน้นการใช้สี Earth Tone ผ่านการใช้วัสดุของไม้ หรือวัสดุเทียบสีไม้ ให้ความรู้สึกอบอุ่นของความเป็นบ้าน และการเลือกใช้สีครีมขาวหรือสีโทนเทาอ่อนอมน้ำตาล เพื่อเพิ่มความสว่าง สงบ โปร่งสบายให้พื้นที่บริเวณ Multi-generational Sharing Space เป็นต้น พร้อมทั้งสอดแทรกเรื่องราวการใช้ชีวิตสไตล์หัวหินที่ถูกรองรับด้วยการบริการ Branded Residences เพื่อให้ผู้ที่เข้าเยี่ยมชมสามารถสัมผัสบรรยากาศจริงของพื้นที่ และประสบการณ์ของที่พักอาศัยที่ออกแบบอย่างประณีตในทุกรายละเอียดของโครงการ ดุสิต อจารา หัวหิน สนนราคา เริ่มต้น 14 ล้านบาท” นางสาวณัฐภาณุ์ กล่าว

 

ด้านนายศิรเดช โทณวณิก รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจโรงแรม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับโครงการ “ดุสิต อจารา หัวหิน” คือ การต่อยอดความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มากกว่า 75 ปี ในวงการโรงแรมและการบริการระดับโลก โดยนำหัวใจของการบริการด้วยความเข้าใจ จริงใจ และใส่ใจ มาผสมผสานเข้ากับการออกแบบที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการพักอาศัย เพื่อให้ทุกเจเนอเรชันในครอบครัวได้รับความสะดวกสบายและความสุขที่แท้จริง ด้วยบริการในรูปแบบ Branded Residences ซึ่งนับเป็นจุดเเกร่งเพียงโครงการเดียวในหัวหินที่มอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่า กับ The Only Thai Branded Residence อาทิ บริการ Concierge ส่วนตัวที่พร้อมช่วยเหลือทุกความต้องการตลอด 24 ชั่วโมง บริการทำความสะอาดในห้องพักและดูแลพื้นที่ส่วนกลางอย่างมืออาชีพ ไปจนถึงบริการเสริมที่ครอบคลุม ตั้งแต่การบริการ Room Service การบริการเชฟส่วนตัวและจัดงานเลี้ยงในบ้าน การบริการรถรับ-ส่ง พร้อมทั้งกิจกรรมพิเศษเพื่อสร้างความสัมพันธ์และคุณภาพชีวิต อาทิ การเรียนทำอาหาร ศิลปะ งานฝีมือ ออกกำลังกายโยคะ ไทชิ และเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรแบบยั่งยืนในฟาร์มออร์แกนิค นอกจากนี้ ยังมอบความเหนือระดับด้วยสิทธิพิเศษให้แก่ลูกบ้าน ด้วยสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก Dusit Gold ระดับแพลตินัม ที่รองรับการใช้บริการโรงแรมในเครือดุสิตทั่วโลก

 

นายภฤศธร สกุลไทย Senior Partner บริษัท พี ไอ เอ อินทีเรีย จำกัด (PIA) กล่าวว่า นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายความสามารถในการดีไซน์พื้นที่ขนาดใหญ่ของแต่ละยูนิตให้มีเอกลักษณ์และความแตกต่างไม่เหมือนกัน เพื่อสร้างสรรค์ที่พักอาศัยในรูปแบบ Multi-generational Living โดยการออกแบบพื้นที่ภายในคำนึงถึงความต้องการและการใช้งานที่หลากหลายของคนทุกช่วงวัย รวมทั้งได้คำนึงถึงการออกแบบที่เป็นไปตามคอนเซ็ปของ Universal Design ทำให้สามารถแบ่งฟังก์ชั่นการใช้งานได้หลากหลาย แบ่งเป็น พื้นที่ที่สมาชิกสามารถใช้เวลาร่วมกัน “Multi-generational Sharing Space” ประกอบไปด้วย ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องครัว เพื่อให้สมาชิกใช้เวลาและทำกิจกรรมร่วมกัน พื้นที่กึ่งกิจกรรมส่วนตัว “Semi-private Space” จะเป็นพื้นที่ทางเข้ายูนิตโดยสามารถ เลือกที่จะเปิดโล่งรับลมเป็น Semi-outdoor ร่วมกับพื้นที่ส่วนของเซอร์วิสต่างๆ เช่น Storage และ Helper’s room เป็นต้น และ Private area พื้นที่ส่วนตัวที่สุดที่มอบประสบการณ์แห่งการพักผ่อนกับ Master bedroom และห้องนอนอื่นๆ นอกจากนี้ ยังเพิ่มตัวเลือกสำหรับการ combine ยูนิตที่สามารถเชื่อมพื้นที่ห้องนั่งเล่นให้ใหญ่ขึ้นรองรับกิจกรรมของทุกเจน การเพิ่มฟังก์ชัน connecting door เพื่อเชื่อมโยงที่พักอาศัยและยังคงความเป็นส่วนตัวสำหรับครอบครัวใหญ่ หรือปรับเปลี่ยน Pantry เป็น Asian  Kitchen รองรับการใช้ชีวิตจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับการเลือกใช้วัสดุภายในทีมงานคำนึงถึงการใช้งานจริงในระยะยาว ทำให้เกณฑ์ในการเลือกวัสดุระดับพรีเมี่ยมที่ตอบสนองเรื่องความแข็งแรงทนทาน เรียบหรู ดูแลรักษาง่าย อาทิ ไม้ กระเบื้อง หรือหิน แต่ผสมผิวสัมผัสให้หลากหลาย เพื่อสร้างมิติและความกลมกลืนอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งต้องมอบฟังก์ชั่นที่ใช้งานได้จริง และเป็นมิตรกับทุกคนในครอบครัว อาทิ พื้นกันลื่น และวัสดุที่ปลอดภัยลดสารระเหย เป็นต้น สำหรับการวางผังโครงการได้มีการจัดวางยูนิตแบบ 2-Bedroom ไว้ที่หัวมุมของอาคารเพื่อเปิดรับวิวทั้ง 2 ด้าน และ Penthouse บริเวณพื้นที่บริเวณชั้น 5 และ 6 ของอาคาร ซึ่งสามารถมองเห็นวิวทะเลหัวหินและปลายขอบฟ้าได้

 

 

 

 

You can share this post!