ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งมีการชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 68 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคลดต่ำลง ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 68 คาด กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง ซึ่งต้องมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่ ระบุดึงคนนอกร่วมบริหารประเทศ เชื่อสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน-ดันเศรษฐกิจฟื้น เชื่อมาตรการคนละครึ่งกลับมาอีกรอบแน่ จับตาการเบิกจ่ายงบรัฐบาลเร็วหรือช้า

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เข้ามาแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ทำให้ตลาดการเงินคาดว่า FED จะลดดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรง โดยเริ่มในเดือนกันยายน 2568 นี้ อีกทั้งความผันผวนและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ เริ่มส่งผลให้การจ้างงานในสหรัฐฯ เริ่มชะลอลงและทำให้ความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินดอลลาร์ฯ ถูกบั่นทอนลง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนมาเกือบ 10% แล้วในปี 2568 นี้ ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วประมาณ 7% ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามมองว่าจากควลมชัดเจนของปัจจัยการเมืองหลังได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามานำทีม และการเตรียมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.)เข้ามาทำงานในตำแหน่งต่างๆ ทำให้เริ่มมีความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจไทยได้กลับมาเพิ่มขึ้น เพราะมีการดึงผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยบริหารประเทศ ซึ่งคาดหวังว่า การที่รัฐบาลชุดใหม่ที่มีระยะเวลาในการทำงานที่สั้น จะเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา โดยเฉพาะความคาดหวังการผลักดันโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ ซึ่งมองว่าเป็นมาตรการแรกที่สามารถดำเนินการได้เร็ว สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ดี อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดของวงเงิน เบื้องต้น 25,000 ล้านบาท หรือเงื่อนไขว่าจะเป็นการใช้จ่ายคนละ 50% หรือจะให้ 20-30% แต่มาตรการดังกล่าวจะช่วยหมุนเศรษฐกิจได้ 1 รอบ รวมถึงมาตรการปรับโครงสร้างในระยะยาว ซึ่งต้องติดตามมาตรการอื่น ๆ ที่รัฐบาลจะออกมาในช่วงที่เหลือของปีนี้ด้วย
ส่วนมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ก็จะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ดี แต่ทั้งนี้คงต้องติดตามความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณ เนื่องจากรัฐบาลมีระยะเวลาในการบริหารงานเพียง 4-7 เดือนเท่านั้น จึงต้องรอดูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาก่อน
นอกจากนี้ยังมองว่าการที่รัฐบาลชุดใหม่จะมีการสนับสนุนมาตรการลดภาษีเพื่อดึงดูดแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยี หรือแรงงานที่มีทักษะเฉพาะด้านเข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งสามารถช่วยสร้างเม็ดเงินที่เข้ามาหมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมได้ รวมทั้งสามารถเข้ามาช่วยพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานและภาคธุรกิจในประเทศได้เช่นกัน

สำหรับความท้าทายของเศรษฐกิจไทยตอนนี้ แม้ว่าจะมีความชัดเจนการเมืองแล้ว ก็ยังต้องติดตามในเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐว่าจะมีการเบิกจ่ายเร็วหรือช้าอย่างไร ซึ่งมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย รวมไปถึงความกังวลในการพิจารณาอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐ 19% ที่ได้มีการเจรจามาแล้ว จะได้กับการพิจารณาจากสภาฯเร็วหรือช้าอย่างไร ซึ่งหากมีการพิจารณาที่ช้าไปก็อาจจะไม่ทันในรัฐบาลชุดนี้ ทำให้อาจจะมีผลต่อภาคส่งออกของไทยได้เช่นกัน
ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 มาอยู่ที่เติบโต 1.8% จาก 1.5% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐก่อนมาตรการภาษี ตามมาตรา 232 และภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) มีผลบังคับใช้
โดยการส่งออกที่ชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ซึ่งคาดว่าการส่งออกของไทยในครึ่งปีหลังจะเห็นการหดตัวราว 7.4% จากครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้สูง 15% ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคนั้นลดต่ำลง อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ยังมีความท้าทายจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีสหรัฐฯ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และปัจจัยทางการเมืองที่ยังต้องติดตาม
ขณะที่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 นั้น มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่




นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 มาอยู่ที่ 1.8% จาก 1.5% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษีฯ ตามมาตรา 232 และภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ การส่งออกที่ชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคนั้น ลดต่ำลง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ยังมีความท้าทายจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีสหรัฐฯ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และปัจจัยทางการเมือง ที่ยังต้องติดตาม ขณะที่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 นั้น มองว่า กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% อาจเสี่ยงโดนภาษี Transshipment ของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 27% ของสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขณะที่ ประเมินว่าอัตราภาษีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Effective rate) ของไทยน่าจะอยู่ที่ราว 26% ต่ำกว่ามาเลเซีย แต่สูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยไทยมีสัดส่วนสินค้าที่โดนภาษีสูงกว่า 19% เกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ทำให้ยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งดูแลภาคการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบลูกโซ่ที่จะมีต่อธุรกิจและแรงงาน

ที่ผ่านมามีการเปิดตัวโรงงานใหม่กันมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่แย่ลงของภาคการผลิต และผลของภาษีทรัมป์ จะเริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนภายในระยะเวลา 4 เดือนสุดท้ายของปี 2568 หรือต้นปี 2569 เชื่อว่าจะมีแรงงานถูกเลิกจ้างประมาณ 10,000 ราย/เดือน

นายรุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงการขยายความผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้ Section 232 ว่าจะมีผลกระทบต่อไทยชัดเจนมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสินค้าไทยเผชิญประเด็นภาษีดังกล่าวในสัดส่วนเพียง 12.3% ของมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยทั้งหมด มาที่สัดส่วน 19.5% หลังการประกาศเริ่มเก็บภาษีนำเข้า Semiconductor ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงราวไตรมาส 4/68

โดย Semiconductor เป็นกลุ่มสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีสูงถึง 100-300% แม้ว่าในรอบแรก ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มี Semiconductor เป็นส่วนประกอบ เช่น ฮาร์ดดิสก์ และคอมพิวเตอร์ จะยังไม่ถูกเก็บภาษีดังกล่าวก็ตาม ผลกระทบจากการเก็บภาษีข้างต้น คาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออก Semiconductor ของไทยพลิกจากเติบโตด้วยเลขสองหลักในปีนี้ เป็นการหดตัวลงราว 4.8% ในปี 2569 เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ครองสัดส่วนส่งออก Semiconductor ไทยสูงถึง 16.2%
