จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ ท่าเรือระนอง จังหวัดชายฝั่งอันดามัน ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองข้ามและประสบภาวะขาดทุนยาวนานกว่า 20 ปี แต่วันนี้ท่าเรือแห่งนี้ได้กลับมา “ปลุกพลัง” อีกครั้ง ผ่านโครงการ Multimodal Transport การขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ ที่ไม่เพียงเป็นการเปิดเส้นทางใหม่ แต่ยังเป็นการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์ของไทยบนแผนที่เศรษฐกิจโลก
เกมใหม่ของการขนส่ง – เร็วขึ้น ครึ่งหนึ่ง
จากเดิม การส่งสินค้าจากไทยไปยังอินเดีย ศรีลังกา หรือบังกลาเทศ ต้องใช้เวลา 14 – 21 วัน แต่เมื่อท่าเรือระนองเปิดเส้นทางใหม่
• สินค้าส่งถึง ย่างกุ้ง ภายใน 3 วัน
• จิตตะกอง เพียง 4 วัน
• เจนไน และ โคลัมโบ 6 วัน
นั่นหมายถึงการลดต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และทำให้ท่าเรือระนองก้าวขึ้นมาเป็น “ตัวเลือกใหม่” ของการค้าระหว่างประเทศ
ท่าเรือรัฐหนึ่งเดียวบนฝั่งอันดามัน

นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. อธิบายว่า “ท่าเรือระนองถือเป็นท่าเรือภาครัฐเพียงแห่งเดียวบนชายฝั่งทะเลอันดามัน จุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเปิดประตูไปสู่ BIMSTEC ได้โดยตรง การเปิด Multimodal Transport ครั้งนี้คือการยืนยันว่าท่าเรือระนอง ไม่ได้เป็นเพียง ‘ท่าเรือชายขอบ’ อีกต่อไป แต่คือหัวใจการค้าใหม่ของไทย”
BIMSTEC (บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย) คือตลาดที่มีประชากรรวมกว่า 1,600 ล้านคน และกำลังซื้อเติบโตสูง การที่ไทยสามารถเชื่อมเข้ากับตลาดนี้โดยตรง ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่
พลังความร่วมมือ รัฐ–เอกชน
เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ คือการจับมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน
• กทท. : ผู้วางยุทธศาสตร์และเปิดประตู
• ไทยทรานสปอร์ต เซ็นเตอร์ : ตัวขับเคลื่อนโลจิสติกส์
• SCG JWD Logistics : ยักษ์ใหญ่ด้านซัพพลายเชน
• Ever Flow River Group (เมียนมา) และ SPT Smart Creation : เครือข่ายพันธมิตรที่ทำให้การขนส่งไร้รอยต่อ
ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการ “เปิดเส้นทางใหม่” แต่คือการ “เปิดระบบใหม่” ที่พร้อมตอบโจทย์การค้าโลก
จากความเงียบเหงา สู่ความหวังใหม่
หากย้อนกลับไป ท่าเรือระนองเคยเป็นเหมือน “เมืองท่าร้าง” รัฐลงทุนสร้างขึ้น แต่การค้าจริงกลับไม่เติบโต ผู้ประกอบการเลือกใช้ท่าเรือแหลมฉบังหรือสิงคโปร์แทน กระทั่งหลายปีที่ผ่านมา กทท. เริ่มปรับกลยุทธ์ใหม่ จนท่าเรือระนองกลับมามีกำไรอีกครั้งในปี 2567 และ 2568
การเปิดเที่ยวปฐมฤกษ์ Multimodal Transport ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงพิธีเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการประกาศว่า “ท่าเรือระนองได้ตื่นขึ้นแล้ว”

อนาคต : จุดเริ่มต้นของเส้นทางใหญ่
ความท้าทายต่อไปคือ
• สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการ ให้กล้าเลือกท่าเรือระนองแทนเส้นทางเดิม
• พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยง รถไฟ รถบรรทุก ท่าเรือ ให้ทำงานไร้รอยต่อจริง
• รักษาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพราะโลจิสติกส์ยุคใหม่ไม่ได้วัดแค่ความเร็ว แต่ต้องเป็น Green Logistics ด้วย
หากไทยทำได้ครบ ท่าเรือระนองอาจกลายเป็น “หัวใจเศรษฐกิจใหม่ฝั่งอันดามัน” ที่ไม่เพียงยกระดับระนอง แต่ยังยกระดับประเทศบนเวทีโลก
จากท่าเรือที่เคยถูกลืม วันนี้ท่าเรือระนองกำลังถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งด้วยพลังของความร่วมมือและวิสัยทัศน์การเชื่อมโลกการค้า ภาพของขบวนเรือที่ออกจากท่าในวันปฐมฤกษ์ ไม่ได้เป็นเพียงการส่งสินค้าไปย่างกุ้ง แต่ยังเป็นการส่ง “สัญญาณ” ว่า ไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจฝั่งอันดามัน