“สันติ ปิยะทัต”เข้ม! สั่ง สคบ. ลุย 5 นโยบาย “Quick Big Win”ปกป้องสิทธิผู้บริโภค ลุยปราบโกง “คนละครึ่งพลัส”-คุมค่าเช่า-ลดค่าน้ำ-ไฟ ไล่บี้คดีค้างเก่า สั่งใช้ปัญญาเชิงรุก แก้ปัญหาชาวบ้าน
สัมภาษณ์พิเศษ

“สันติ ปิยะทัต”เข้ม! สั่ง สคบ. ลุย 5 นโยบาย “Quick Big Win”ปกป้องสิทธิผู้บริโภค ลุยปราบโกง “คนละครึ่งพลัส”-คุมค่าเช่า-ลดค่าน้ำ-ไฟ ไล่บี้คดีค้างเก่า สั่งใช้ปัญญาเชิงรุก แก้ปัญหาชาวบ้าน

“สันติ ปิยะทัต" บุก สคบ. ประกาศเดินหน้า 5 นโยบาย "Quick Big Win" ทันที เพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภค เร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนผู้บริโภคทั่วประเทศภายใน 3-4 เดือน เน้นเฝ้าระวังผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโครงการ "คนละครึ่งพลัส" พร้อมกำชับหน่วยงานเร่งหาทางลดภาระค่าครองชีพ ทั้งปัญหาค่าน้ำ-ไฟ สั่งเอาผิดเจ้าของอาคารที่พักอาศัยที่เก็บค่าน้ำ-ไฟเกินจริง เล็งกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา สร้างความเป็นธรรม-รวดเร็วในการแก้ปัญหาทุกรูปแบบ ชี้ผลประโยชน์ประชาชนเป็นหน้าที่ ย้ำ!ต้องเปลี่ยนการทำงานจาก "ตั้งรับ" เป็น "เชิงรุก" ทันที

วันที่ 9 ตุลาคม 2568 นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี ชั้น 5 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อพบปะข้าราชการ พนักงานราชการ และบุคลากรของ สคบ. โดยมี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการให้บริการประชาชน

โอกาสนี้ นายสันติ ได้เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภค โดยรัฐบาลได้ปักหมุด 5 ด้านนโยบายสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และ รัฐทันสมัย เพื่อมุ่งมั่นแก้ปัญหาของประเทศ เพื่อสนองนโยบายของรัฐ สำนักงานคณะกรรมการผู้บริโภค ในฐานะองค์กรที่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันแก้ไขปัญหาในด้านต่าง ๆ สคบ.เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่รัฐบาลมอบหมายในการผลักดันมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบรับเรื่องร้องเรียน เพื่อผลักดันภารกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรมผ่าน 5 นโยบายสำคัญ ภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ดังนี้​

1.โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคมนี้ สคบ. จะดูแลสิทธิของประชาชนในระบบการใช้จ่าย ให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง พร้อมส่งเสริมความเข้าใจด้านกฎหมายแก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังมีมาตรการควบคุมร้านค้าและผู้ให้บริการไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค ทั้งด้านราคา การบริการ และการโฆษณา พร้อมดำเนินการตรวจสอบและลงโทษผู้ละเมิดสิทธิอย่างเด็ดขาด รวมถึงเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียน เพื่อส่งต่อไปยังกระทรวงพาณิชย์ให้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม

“สำหรับประเด็นด้านเศรษฐกิจ สคบ. มีความกังวลว่าผู้ประกอบการบางรายอาจฉวยโอกาสขึ้นราคาของไว้ล่วงหน้าก่อนที่นโยบาย "คนละครึ่งพลัส" จะเริ่มขึ้นในช่วง (วนที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 อาจทำให้ประสิทธิภาพของนโยบายกระตุ้นดีมานด์ของภาครัฐลดลง สคบ. จึงเข้ามารับหน้าที่มอนิเตอร์ในเรื่องนี้ โดยเปิดช่องทางในการร้องเรียนเพื่อตรวจสอบว่าสินค้าแพงเกินไป หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ หรือมีการฉ้อโกงภาษีของรัฐบาลหรือไม่ ประชาชนสามารถร้องเรียนผ่านสายด่วน สคบ. 1166 ได้ทันที”นายสันติ กล่าว

นายสันติ กล่าวเน้นย้ำว่า สคบ. ต้องมองทั้ง 2 ฝ่ายคือ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยจะเข้าดำเนินการกับกรณีที่มีการเอาเปรียบ บิดเบือน หรือไม่เป็นธรรมอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงกรณีที่อาจมีการฉ้อโกงภาษี ของรัฐบาลในการใช้โครงการลักษณะนี้ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

2.โครงการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อสุขภาพและอนาคตของชาติ เป็นเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการปกป้องประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน จากภัยเงียบจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งอาจกลายเป็นวิกฤติด้านสาธารณสุขและสังคมในอนาคต รวมถึงการควบคุมข้อมูลและโฆษณาที่บิดเบือน เช่น การกล่าวอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย โดยใช้อำนาจควบคุมสินค้าและช่องทางจำหน่ายอย่างเข้มงวด เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม

“ในเรื่องของ "บุหรี่ไฟฟ้า" ซึ่งเป็นประเด็นที่ขณะนี้มีการระบาดอย่างมากในโรงเรียนและในกลุ่มเยาวชน สคบ. จะต้องให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับพิษภัยและอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมทั้งช่วยกันป้องปรามปัญหานี้ และจะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อดำเนินการป้องปรามและปราบปรามต่อไป”นายสันติ กล่าว

3.มาตรการลดค่าครองชีพเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการอยู่อาศัย มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้เช่า โดยไม่ให้มีการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าและค่าประปาเกินอัตราที่กำหนด เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้เช่าที่พักอาศัย ให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคอย่างเป็นธรรม โดย สคบ. จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้าและการประปา เพื่อกำหนดมาตรฐานควบคุมค่าน้ำและค่าไฟพร้อมดำเนินการตรวจสอบและลงโทษเจ้าของอาคารที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเคร่งครัด

“สคบ.จะต้องลดค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งรวมถึงปัญหาของผู้ที่เช่าที่พักอาศัยในหอพัก อะพาร์ตเมนต์ หรือสถานที่ต่างๆ ที่ต้องจ่ายค่าไฟหรือค่าน้ำในอัตราที่สูงกว่าปกติที่ทางราชการกำหนด ทางผู้บริหารได้กำชับให้ สคบ. ไปหาแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้โดยเร่งด่วน เพื่อลดค่าใช้จ่ายและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้เช่า”นายสันติ กล่าว

4.นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ในการกำกับดูแลธุรกิจการเช่าต่าง ๆ เช่น การเช่ารถให้มีการคิดค่าบริการอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

5.นโยบายการช่วยเหลือ SME ไทย เนื่องจากในปัจจุบัน SME ไทยได้รับผลกระทบการแข่งขันทางการค้ากับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาต่ำกว่ามาก ซึ่งพบหลากปัญหาไม่ว่าจะเป็น สินค้าไม่ตรงปก สินค้าไม่มีคุณภาพ และผู้บริโภคไม่สามารถเปลี่ยนคืนได้ อาจส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการใช้สินค้านั้นๆ ได้ สคบ. ในฐานะผู้ควบคุมฉลาก ต้องจัดให้มีการติดฉลากแจ้งข้อมูลสินค้าอย่างถูกต้อง ชัดเจน และเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากการใช้สินค้านั้นๆด้วย ขอให้ทาง สคบ. ไปศึกษาวิธีการหลักเกณฑ์ และข้อปฏิบัติมาให้ชัดเจนในเรื่องนี้

“แนวทาง Quick Big Win ซึ่งประกอบด้วย 5 นโยบายสำคัญ ถือเป็นกลไกการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคที่เข้มแข็ง โดยเน้นความเป็นธรรม ความรวดเร็ว และการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างหลักประกันด้านคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัย โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทำหน้าที่เป็นกลไกในการปกป้องประชาชนอย่างทันท่วงที ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกการบริโภคทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนากลไกการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความเป็นธรรมและยั่งยืน” นายสันติ กล่าว

นายสันติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับคดีค้างเก่าของสคบ.ที่เกิดขึ้นมาแล้ว ส่วนที่ยังไม่เข้าสู่ชั้นศาล จะเน้นการ "ไกล่เกลี่ย" เพื่อให้ปัญหาจบเร็วและเกิดความพอใจกันทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ากำลังเจ้าหน้าที่ของ สคบ. มีจำนวนน้อย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งบางศูนย์รับเรื่องร้องเรียนมีลูกจ้างเพียงจังหวัดละ 2 คนเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อปริมาณเรื่องร้องเรียนที่บางครั้งสูงถึง 200 เรื่อง/วัน

“เราได้หารือกับผู้บริหาร สคบ. และให้จัดทำแผนมาโดยเร่งด่วนว่าจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาในต่างจังหวัดอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะมีการตรวจการบ้าน ในเรื่องนี้ทุกเดือน หากพบว่ายังไม่เข้าเป้าหรือยังไม่เป็นที่พอใจ จะต้องมีการปรับปรุงและแก้ไขโดยเร่งด่วน เนื่องจากปัญหาหลายอย่างมีการสะสมมานานมาก”นายสันติ กล่าว

ส่วนการกำกับดูแลธุรกิจเครือข่าย ขายตรง และการตลาดแบบตรง สคบ. เตรียมปรับนโยบายให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการขายออนไลน์ ซึ่งเดิมอาจมีเงื่อนไขวงเงินที่ต้องเข้าสู่ระบบ เช่น 1 ล้านบาท ต่อไปผู้ประกอบการขายออนไลน์อาจจะต้อง สมัครเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะมีวงเงินเท่าใด เพื่อให้ สคบ. ทราบตัวตน แหล่งผลิต และสินค้า ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาทำได้ทันท่วงทีมากขึ้น

สำหรับกรณีธุรกิจเครือข่ายอย่าง คดี “ดิ ไอคอน กรุ๊ป" ซึ่งขณะนี้คดีความอยู่ในชั้นศาล และเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่ สคบ. ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ไปแล้ว

“ต้องยอมรับว่า ปัญหาของสคบ.ที่ผ่านมาการทำงานมักเป็นไปใน ‘เชิงตั้งรับ’ ทำให้การแก้ปัญหาหลายอย่างอาจยังไม่ทันใจประชาชน จึงได้มีการมอบนโยบายให้เปลี่ยนเป็นการทำงานใน ‘เชิงรุก’ โดยกำชับให้ข้าราชการใช้สติปัญญาอย่างสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน”นายสันติ กล่าวในที่สุด

 

You can share this post!