แนวโน้มอุตสาหกรรมการผลิตสีทาอาคาร
พลังงาน-อุตสาหกรรม

แนวโน้มอุตสาหกรรมการผลิตสีทาอาคาร

อุตสาหกรรมสีทาอาคารในไทย ส่วนใหญ่ราว 95% ของมูลค่าตลาดเป็นการใช้งานในประเทศ ในขณะที่อีก 5% เป็นการส่งออกไปจำหน่ายยังกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม เป็นหลัก โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความต้องการใช้งานสีทาอาคาร ได้แก่ การขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย และพื้นที่เชิงพาณิชย์ของภาคเอกชน รวมถึงภาคครัวเรือนที่มีความต้องการปรับปรุงและตกแต่งที่พักอาศัย ทั้งนี้อุตสาหกรรมสีทาอาคารในไทยประกอบด้วยผู้เล่นหลัก 8 ราย ทั้งผู้ผลิตสัญชาติไทย และผู้ผลิตต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทยภายใต้แบรนด์ชั้นนำในระดับสากล[1] โดยมีบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 2 ราย ได้แก่ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TOA) และบริษัท สีเดลต้า จำกัด (มหาชน) (DPAINT)

ตลาดสีทาอาคารในไทยมีการแข่งขันสูงระหว่างผู้ประกอบการหลักในอุตสาหกรรม ทั้งตลาดสีทาอาคารกลุ่มพรีเมียมและสีคุณภาพพิเศษ (Premium & Specialty) เช่น สีกันความร้อน สีต้านเชื้อรา สีปลอดสารพิษ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้อยู่อาศัย และสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีราคาสูงกว่าสีทาอาคารทั่วไป และเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพและนวัตกรรมการผลิต และตลาดสีกลุ่ม Standard & Economy ซึ่งเป็นตลาดทั่วไป ที่เน้นการแข่งขันด้านราคา และความคุ้มค่าเป็นหลัก

สำหรับโครงสร้างต้นทุนการผลิตสีทาอาคารส่วนใหญ่ราว 48% ของต้นทุนการผลิตโดยรวม เป็นต้นทุนวัตถุดิบ เช่น สารช่วยยึดและประสานสี (Binder) และเม็ดสี (Pigment) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเคมีภัณฑ์ที่อาศัยการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก และราคาวัตถุดิบดังกล่าวมักมีทิศทางเดียวกันกับการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันโลก ประกอบกับผู้ผลิตสีทาอาคารยังมีต้นทุนพลังงานอีกราว 24% ที่ใช้ในการขนส่ง และพลังงานไฟฟ้าในสายการผลิต สะท้อนความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนของผู้ผลิตสีทาอาคารที่มีความผันผวนระดับสูง

ทั้งนี้ช่องทางการจำหน่ายหลักของสินค้าสีทาอาคารของผู้ผลิตราว 65% ของยอดขายรวม ยังคงเป็นร้านค้าปลีกหรือร้านขายวัสดุก่อสร้างทั่วไปที่เป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัทโดยตรง ที่มีการกระจายตัวทั่วประเทศ นอกจากนี้ เป็นการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern trade) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของยอดขายรวม และอีกประมาณ 10% เป็นการจำหน่ายผ่านช่องทางการจำหน่ายอื่น ๆ อาทิ การจำหน่ายโดยตรงไปยังผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตามความต้องการใช้งานในภาคก่อสร้าง การจำหน่ายผ่านช่องทาง E-commerce รวมไปถึงการส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีกใน CLMV

Industry outlook and trend

ปี 2026 มูลค่าตลาดสีทาอาคารมีแนวโน้มหดตัว -2.4%YOY ลงมาอยู่ที่ระดับ 3.66 หมื่นล้านบาท จากการก่อสร้างภาคเอกชนที่หดตัว ไปตามภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ ซึ่งกดดันการเปิดโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ปริมาณการใช้งาน และการจำหน่ายสีทาอาคารยังคงลดลงต่อเนื่องจากปี 2025 อย่างไรก็ดี การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ยังทรงตัวได้ อาทิ โรงแรม, ศูนย์การค้า รวมถึงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารและที่พักอาศัย จะเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงให้ปริมาณการใช้งานสีทาอาคารในปี 2026 ลดลงไม่มากจากปี 2025

สำหรับราคาสีทาอาคารในปี 2026 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 100 บาท/ลิตร ปรับตัวลดลงเล็กน้อยต่อเนื่องจากปี 2025 ตามต้นทุนวัตถุดิบสำคัญ และต้นทุนค่าขนส่ง จากทิศทางราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ทั้งนี้ในปี 2026 ยังมีความผันผวนของราคาวัตถุดิบ, ราคาพลังงาน และค่าเงินบาท ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนการผลิต และการขนส่ง นับเป็นความท้าทายที่สำคัญในการรักษาอัตรากำไรของผู้ประกอบการในช่วงที่ปริมาณการใช้งานสีทาอาคาร และราคาสีทาอาคารมีแนวโน้มลดลง

Competitive landscape

ตลาดสีทาอาคารในไทยมีการแข่งขันด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย

ผู้ผลิตสีทาอาคารในไทยประกอบด้วยผู้ผลิตหลายรายภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ ที่มีการแข่งขันด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ครอบคลุมความต้องการใช้งานของกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีการผลิตปริมาณมากจนเกิดการประหยัดต่อขนาด จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคา และได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต้นทุนน้อยกว่าผู้ผลิตรายกลางและเล็ก ทำให้ยังสามารถรักษาอัตรากำไรได้ดีกว่า ท่ามกลางภาวะต้นทุนวัตถุดิบ อาทิ เคมีภัณฑ์ และเรซิน ยังคงผันผวน นอกจากนี้ การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต จะยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญของการผลิตสีทาอาคาร และช่วยรักษาระดับอัตรากำไรได้

ตัวแทนจำหน่ายตามร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมจะยังคงเป็นช่องทางหลักในการจำหน่ายสีทาอาคาร แต่ตลาดสีทาอาคารก็ยังมีโอกาสในการขยายการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางการจำหน่ายอื่น ๆ อาทิ ร้านโมเดิร์นเทรดที่มีบริการเครื่องผสมสีตามความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และมีสต็อกสินค้ามาก รวมถึงการจำหน่ายโดยตรงจากบริษัทผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้ง แนวโน้มการจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม E-commerce ที่ผู้บริโภคสามารถสร้างประสบการณ์การเลือกเฉดสีจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และ Augmented Reality (AR) ช่วยทำให้เห็นภาพห้องหรืออาคารก่อนดำเนินการทาสีจริง

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ จะสร้างความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มโอกาสในการขยายตลาด ทั้งกลุ่มการก่อสร้างภาคเอกชน และกลุ่มผู้บริโภค

แนวโน้มการก่อสร้างภาคเอกชน ในส่วนของการพัฒนาอาคารที่ได้การรับรองมาตรฐานอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (Building Energy Code : BEC) ที่บังคับใช้กับอาคารขนาดใหญ่ ทั้งที่เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ อาทิ โรงแรม, ศูนย์การค้า, อาคารสำนักงาน, โรงพยาบาล, สถานศึกษา รวมไปถึงพื้นที่อยู่อาศัยที่เป็นอาคารชุดขนาดใหญ่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป จะเป็นปัจจัยหนุนความต้องการใช้งานสีทาอาคารที่ตอบโจทย์การอนุรักษ์พลังงานให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในระยะข้างหน้า อาทิ สีทาสะท้อนความร้อนและปรับอุณหภูมิภายในอาคารให้ต่ำกว่าการใช้สีทาอาคารทั่วไป ซึ่งจะช่วยลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์สีทาอาคารที่มีสารอินทรีย์ระเหยง่ายในปริมาณต่ำ (Low-VOCs) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ด้านสุขภาวะที่สำคัญในการรับรองอาคารเขียวอย่าง LEED ที่เป็นมาตรฐานอาคารเขียวจากสหรัฐอเมริกา และ TREES ที่เป็นมาตรฐานอาคารเขียวของไทย

สำหรับในส่วนของกลุ่มผู้บริโภค พบว่า แนวโน้มการให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานท่ามกลางสภาวะอากาศที่ร้อนจัด รวมถึงสุขภาพของผู้อยู่อาศัยและสัตว์เลี้ยง ยังส่งผลให้ตลาดวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจ และขยายตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง สะท้อนจากผลสำรวจ Residential real estate survey 2025 โดย SCB EIC ที่พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ราว 42% ยังคงมีความยินดีที่จะจ่ายเงินสำหรับซื้อวัสดุก่อสร้างประเภทดังกล่าวเพิ่มขึ้น 1-5% จากวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ สัดส่วนของผู้บริโภคที่ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นในช่วง 6-10% เพิ่มขึ้นเป็น 28% จาก 22% ในผลการสำรวจของปีก่อน สะท้อนการยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับการซื้อสีทาอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ โดยสีทาอาคารที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ สีทาภายในแห้งไวที่ปราศจากสารระเหยอินทรีย์ (Zero-Volatile Organic Compounds : Zero-VOCs) ที่ไม่ทำลายระบบทางเดินหายใจ หรือสีทาอาคารที่สามารถล้างทำความสะอาดได้ง่าย สีทาอาคารสะท้อนความร้อน ลดอุณหภูมิภายในอาคาร ที่นำไปสู่การประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าในที่พักอาศัย นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสนใจสีทาภายในที่ใช้งานง่าย สามารถทาเองได้โดยไม่ต้องจ้างช่างทาสี จากเทรนด์การตกแต่งบ้านด้วยตนเอง (Do It Yourself : DIY)

การที่ผู้ผลิตสีทาอาคารให้ความสำคัญกับการขยายตลาดผลิตภัณฑ์สีทาอาคารเกรดพรีเมียม ทั้งกลุ่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ นอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการใช้งาน ทั้งกลุ่มการก่อสร้างภาคเอกชน และกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ที่มีความต้องการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวช้าของเศรษฐกิจแล้ว ผู้ผลิตสีทาอาคารยังสามารถกำหนดราคาขายผลิตภัณฑ์สีทาอาคารเกรดพรีเมียมได้ในระดับสูง และมีอัตรากำไรที่สูงกว่าสีทาอาคารเกรดทั่วไปอีกด้วย โดยนอกจากตลาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพแล้ว ผลิตภัณฑ์สีทาอาคารที่เพิ่มความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ มีชั้นเนื้อฟิล์มที่ยืดหยุ่นได้สำหรับปิดผิวแตกร้าว ทนต่อความชื้นสูง ก็เป็นสินค้าอีกกลุ่มที่มีศักยภาพ ที่ผู้ผลิตสีทาอาคารสามารถขยายตลาดความต้องการใช้งาน ทั้งกลุ่มการก่อสร้างภาคเอกชน และกลุ่มผู้บริโภคให้กว้างขึ้นได้เช่นกัน

[1] ได้แก่ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อั๊คโซ่ โนเบล เพ้นท์ส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เบเยอร์ จำกัด, บริษัท โจตันไทย จำกัด, บริษัท กัปตัน โค๊ทติ้ง จำกัด, บริษัท สีเดลต้า จำกัด (มหาชน) และบริษัท เจ.บี.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์ จำกัด

You can share this post!