ปตท.สผ. รายงานผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือนปี 2568 โชว์รายได้รวม 220,503 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 42,761 ล้านบาท พร้อมนำส่งรายได้ให้รัฐกว่า 43,700 ล้านบาท เพื่อใช้พัฒนาประเทศ เดินหน้าสานต่อพันธกิจ “พลังงานเพื่อความยั่งยืน” ทั้งในและต่างประเทศ
นาย มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ขยายการลงทุนเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตระยะยาว โดยล่าสุดได้เข้าถือหุ้น 50% ใน โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (เอ 18) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญที่มีกำลังการผลิตราว 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ป้อนสู่ระบบพลังงานภาคใต้ของไทยในสัดส่วนประมาณ 6% ของความต้องการใช้ก๊าซทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน ในทวีปแอฟริกา ปตท.สผ. ได้เข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนใน โครงการแอลจีเรีย ทูอัท (Touat) เสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้บริษัทมีส่วนร่วมทางอ้อมร้อยละ 22.1 ในแหล่งผลิตก๊าซขนาดใหญ่ที่มีกำลังผลิต 435 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งจะเพิ่มปริมาณสำรองและรายได้ให้กับบริษัทได้ทันที
นอกจากการลงทุนเพื่อเติบโตแล้ว ปตท.สผ. ยังประกาศก้าวสำคัญสู่การลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ในโครงการ ดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ที่ แหล่งอาทิตย์ ซึ่งจะเป็น โครงการ CCS แห่งแรกของประเทศไทย สามารถดักจับและอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี โดยคาดว่าจะเริ่มเดินระบบได้ในปี 2571
โครงการดังกล่าวถือเป็นต้นแบบสำคัญของ “Eastern Thailand CCS Hub” ที่จะขยายผลในอนาคต ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero 2050 ของประเทศไทยให้เป็นจริง
นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังร่วมมือกับ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ สนับสนุนทุนวิจัย CCS จำนวน 9 โครงการ จาก 7 สถาบันชั้นนำของไทย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรด้านเทคโนโลยีคาร์บอนแห่งอนาคต
นายมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราจะเร่งการตัดสินใจลงทุนโครงการสำคัญในต่างประเทศ เช่น แอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ระยะที่ 2, อาบูดาบี ออฟชอร์ 2 และโครงการในมาเลเซีย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตในระยะยาว”