“คาราบาว กรุ๊ป”ผนึกยักษ์จีน “ชิงเต่า”เขย่าวงการ รุกตลาดเบียร์-เครื่องดื่มชูกำลังบุกตลาดไทย-จีนเต็มสูบ วางหมากสกัดการผูกขาด มั่นใจปี’69 พ้นจุดขาดทุนพันล้าน ล่าสุดสร้างปรากฏการณ์ในรอบกว่า 25 ปี ปลดล็อกลุยตลาดนอกโรงเบียร์ หลังกฎหมายเปิดทาง
การตลาด-ไอที-ยานยนต์

“คาราบาว กรุ๊ป”ผนึกยักษ์จีน “ชิงเต่า”เขย่าวงการ รุกตลาดเบียร์-เครื่องดื่มชูกำลังบุกตลาดไทย-จีนเต็มสูบ วางหมากสกัดการผูกขาด มั่นใจปี’69 พ้นจุดขาดทุนพันล้าน ล่าสุดสร้างปรากฏการณ์ในรอบกว่า 25 ปี ปลดล็อกลุยตลาดนอกโรงเบียร์ หลังกฎหมายเปิดทาง

กลุ่มธุรกิจคาราบาวเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกครั้งใหญ่ ประกาศจับมือ "เบียร์ชิงเต่า" ยักษ์ใหญ่จากจีน ผลิตเบียร์ในไทย และรุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในแดนมังกร หวังใช้พันธมิตรระดับโลกปูพรมขยายฐานตลาดต่างประเทศ ท่ามกลางความเชื่อมั่นในคุณภาพเบียร์ 6 รสชาติที่เริ่มได้รับการยอมรับในประเทศ พร้อมตั้งเป้าธุรกิจเบียร์จะสามารถ "ไม่ขาดทุน" ได้ภายในปีหน้า หลังแบกรับภาระขาดทุนสะสมกว่า 1,000 ล้านบาทในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดประกาศสร้างปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ในรอบกว่า 25 ปี ปลดล็อก ส่ง“เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง” ลุยตลาดนอกพื้นที่โรงเบียร์ครั้งแรก หลังกฎหมายเปิดทาง ด้วยสองรสชาติยอดนิยม Lager และ Rosé พร้อมคอนเซ็ปต์ “ดื่มที่ไหน ก็สด อร่อย เหมือนดื่มที่โรงเบียร์” 

 

ผนึกชิงเต่า ขยายกำลังผลิตเบียร์สู่ตลาดโลก

นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาราบาว ผู้ก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง และ เบียร์คาราบาว-เบียร์ตะวันแดง เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจเบียร์ของกลุ่มคาราบาวกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยขณะนี้ได้จับมือกับ "เบียร์ชิงเต่า" (Qingdao Beer) ซึ่งเป็นเบียร์พื้นฐานเยอรมนีจากประเทศจีน เพื่อให้คาราบาวรับจ้างผลิต (OEM) เบียร์สำหรับจำหน่ายในประเทศไทย ความร่วมมือนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากชิงเต่าเลือกประเทศไทยเป็นแห่งที่ 2 นอกเหนือจากเยอรมนี ในการผลิตเบียร์ โดยคาดการณ์ว่า โรงงานผลิตเบียร์ของคาราบาวจะเริ่มดำเนินการผลิตให้กับชิงเต่าได้ในช่วงต้นปี 2569

ปัจจุบัน โรงงานเบียร์ของกลุ่มได้มีการขยายกำลังการผลิตจาก 200 ล้านลิตร เป็น 300 ล้านลิตร การร่วมมือกับชิงเต่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการใช้กำลังการผลิตที่ขยายเพิ่มขึ้น อีกทั้งเป็นการสกัดการผูกขาดเบียร์ของคู่แข่ง และอาจจะทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อขยายไปสู่ภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

ขณะเดียวกัน ชิงเต่ายังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องดื่ม "คาราบาวแดง" (Carabao Energy Drink) ทั่วประเทศจีน โดยจะเริ่มนำร่องใน 2-3 มณฑลก่อน ซึ่งแน่นอนคือมณฑลที่ตั้งของเมืองชิงเต่า (มณฑลซานตง) และมณฑลยูนนาน การใช้โครงข่ายของชิงเต่าถือเป็นกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง เพราะในมณฑลซานตง ชิงเต่ามีส่วนแบ่งการตลาดเบียร์สูงกว่า 90% การเจรจาดังกล่าวคาดว่าจะมีความคืบหน้าและเริ่มจำหน่ายได้ภายในต้นปี 2569 เช่นกัน

มั่นใจคุณภาพเบียร์ไทย ก้าวพ้นจุดขาดทุน

แม้ว่าธุรกิจเบียร์ในประเทศจะยังคงขาดทุนอยู่มาก โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาบริษัทฯมีผลขาดทุนสะสมราว 1,000 ล้านบาท แต่ผู้บริหารแสดงความมั่นใจว่า ในปี 2569 จะเริ่มพ้นสภาวะ “การขาดทุน”และจะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาที่เร็วขึ้น โดยปัจจัยขับเคลื่อนมาจากการยอมรับของผู้บริโภคต่อเบียร์คาราบาว ทั้งเบียร์ขวดและเบียร์กระป๋อง ที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 6 รสชาติ ได้แก่

-ลาเกอร์ (Lager): เป็นเบียร์ลาเกอร์ทั่วไป มีรสชาติที่ดื่มง่าย

-ดุงเกล (Dunkel): เบียร์สีน้ำตาลเข้ม มีรสขมปนหวาน กลิ่นมอลต์คั่วหอมๆ

-ไวเซ่น (Weizen): เบียร์สไตล์บาวาเรียนแท้ มีกลิ่นผลไม้

-ไอพีเอ (IPA): เบียร์เอล ที่มีรสชาติและกลิ่นฮอปส์ที่โดดเด่น

-โรเซ่ (Rosé): เบียร์สไตล์บาวาเรียนแท้ ผสมราสเบอร์รี่ มีรสชาติหอมหวาน

-แบล็ค (Black): เป็นชื่อที่ปรากฏในบางรายการ เป็นเบียร์ดำที่อาจหมายถึงดุงเกล

เบียร์สด: กลยุทธ์ "ความสดใหม่" ภายใน 72 ชั่วโมง

บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพและความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์เบียร์สดอย่างมาก โดยระบุว่าเบียร์สดมีความยากลำบากในการควบคุมกระบวนการผลิตและการคงความสดใหม่เมื่อเทียบกับเบียร์ขวดหรือเบียร์กระป๋อง

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เดินทางมาจากทั่วประเทศเพื่อมาดื่มเบียร์สดที่โรงเบียร์ บริษัทจึงกำหนดให้กระบวนการขนส่งเบียร์สดทั้งหมดจากคลังสินค้าไปยังร้านค้าต้องใช้เวลา ไม่เกิน 72 ชั่วโมง เพื่อรักษาคุณภาพและความสดใหม่ของรสชาติ

นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำ "แทปเบียร์" (Tap Beer) แบบพิเศษ ที่ถูกออกแบบมาให้มีฟองเบียร์ที่ละเอียดและนุ่มเหมือนโฟม (คล้ายกับ คูชิโน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำตลาดเพื่อสร้างความแตกต่าง และเป็นจุดขายที่สำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคจะรับรู้ได้ถึงความแตกต่างของเบียร์สดคุณภาพสูง

นอกจากนี้กลุ่มคาราบาว ได้สะท้อนความสำเร็จในการทำตลาดพิสูจน์ได้ชัดเจนในช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) เช่น CJ MORE (ซีเจ มอร์) ร้านซูเปอร์คอนวีเนี่ยนสโต ซึ่งเบียร์ของคาราบาวและตะวันแดงเป็นเบอร์ 1 ในด้านส่วนแบ่งการตลาด นอกจากนี้ ในร้านอาหารที่สามารถทำตลาดได้สำเร็จ บางร้านมีส่วนแบ่งการตลาดเบียร์เกิน 50% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหากผู้บริโภคได้ลิ้มลองรสชาติเบียร์ของคาราบาว จะยอมรับในคุณภาพ

“บริษัทมั่นใจว่าได้ค้นพบแนวทางในการทำธุรกิจแล้ว และตั้งเป้าว่า ปี25679 จะไม่ขาดทุนในธุรกิจเบียร์ โดยเชื่อว่าหากใช้กำลังการผลิตได้ถึง 30% ของ Capacity ทั้งหมด 300 ล้านลิตร จะถึงจุดคุ้มทุน ตลาดเบียร์ในประเทศมีมูลค่ารวมกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตลาดเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในไทย และการที่คาราบาว OEM เบียร์ชิงเต่า การทำเบียร์สด รวมถึงการเร่งกระจายสินค้าเบียร์ในช่องทางต่าง ๆ มากขึ้น เป็นการกระจายความเสี่ยง และช่วยหนุนให้ธุรกิจเลิกขาดทุน จากกำลังการผลิตของโรงงานเบียร์ในปัจจุบันมีอยู่ 300 ล้านลิตร แต่ใช้ไปเพียง 20% หากจะคุ้มทุนต้องมีการเดินสายผลิตในสัดส่วน 30% ของกำลังผลิตขึ้นไป คาดว่ายอดขายจะอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท จะสามารถคุ้มทุนได้”นายเสถียร กล่าว

ภาพรวมกลุ่มเติบโตแรง จับตา พ.ร.บ. แอลกอฮอล์ฉบับใหม่

สำหรับภาพรวมทั้งกลุ่มธุรกิจเครือคาราบาวในปี 2568 นี้คาดว่าจะมีมูลค่ารวมตลาดค้าปลีกจะเกิน 120,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตหลักมาจาก:

1.CJ Express: เติบโตกว่า 30% คาดการณ์ยอดขายเฉพาะ CJ ประมาณ 70,000 ล้านบาท และมีกำไรมากกว่า 5,000 ล้านบาท

2.เครื่องดื่มชูกำลังคาราบาว: เติบโตประมาณ 20% โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศอยู่ที่ประมาณ 30% และยังคงเป็นผู้นำตลาด

3.เหล้าขาว (ข้าวหอม): เติบโตต่อเนื่อง ปีนี้น่าจะมียอดขายกว่า 10,000 ล้านบาท และเติบโตประมาณ 30% ทุกปี

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังคงเผชิญความท้าทายในหลายด้าน อาทิ:

-ร้านถูกดี: โมเดลยังต้องหาทางขยายอย่างระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่พบ "โซลูชัน" ที่ดีในการขยายโดยไม่เกิดความเสียหาย ปัจจุบันมีเครือข่ายร้านค้าใกล้ 3,000 แห่ง

-ตลาดกัมพูชา: การส่งออกเครื่องดื่มชูกำลังไปยังกัมพูชา ซึ่งเคยสร้างยอดขายถึง 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปี ได้หยุดชะงักลง (เป็นศูนย์) เนื่องด้วยผลกระทบจากกระแสชาตินิยมและปัญหาสงครามในโลก

-พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ (8 พ.ย.68): กฎหมายนี้ถูกมองว่า "ไม่เคยมีเรื่องดีเลย" และมีความตึงเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านหลังเที่ยงคืน ซึ่งหากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จะส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ขายและผู้ดื่ม

อย่างไรก็ตามมองว่า แม้การแข่งขันจะรุนแรง แต่นั่นได้สอนให้ธุรกิจต้องดิ้นรนและประสบความสำเร็จอย่างช้า ๆ และแม้ในช่วงแรกจะรู้สึกท้อแท้ที่ต้องเข้ามาแข่งในตลาดมูลค่ารวม 200,000 กว่าล้านบาท แต่ถือเป็นความโชคดีที่ได้ทำธุรกิจที่มีขนาดตลาดใหญ่เช่นนี้

ส่ง “เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง”บุกตลาดนอกโรงเบียร์ครั้งแรกในรอบกว่า 25 ปี

นายเสถียร กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุด “กลุ่มคาราบาว” ประกาศสร้างปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ในรอบกว่า 25 ปี ด้วยการส่ง“เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง” จากตำนานโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง  Microbrewery ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกของไทย ออกจำหน่ายนอกพื้นที่โรงเบียร์เป็นครั้งแรก บุกช่องทางออนพรีมิส (On-Premise) ทั้งร้านอาหาร ผับ บาร์ ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ ภายใต้แบรนด์ “เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง” ด้วยสองรสชาติยอดนิยม ได้แก่ ลาเกอร์ (Lager) และ โรเซ่ (Rosé) พร้อมคอนเซ็ปต์ “ดื่มที่ไหน ก็สด อร่อย เหมือนดื่มที่โรงเบียร์”  การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้ ตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่รอคอยเบียร์สดคุณภาพ รสชาติและรสสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากเบียร์สดทั่วไป

“นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง เมื่อปี ค.ศ. 1999 หรือ พ.ศ.2542 ที่เราตัดสินใจนำเบียร์สดออกจำหน่ายนอกโรงเบียร์อย่างเป็นทางการ การขยายช่องทางจำหน่ายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการ ‘ปลดล็อก’ ด้านกฎหมาย ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการส่งมอบเบียร์สดคุณภาพสูงให้เข้าถึงคอเบียร์ในวงกว้าง”นายเสถียร กล่าว

หัวใจคือความสด ต่อยอดรสชาติเยอรมันแท้ ด้วยนวัตกรรมการเสิร์ฟ

สำหรับโจทย์ใหญ่ที่สุดในการก้าวออกจากโรงเบียร์ คือ "การคงความสดและรสชาติ" อันเป็นหัวใจของเบียร์ ให้เหมือนกับนั่งดื่มที่โรงเบียร์ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

“ก่อนที่เราจะตัดสินใจขายเบียร์สดนอกโรงเบียร์ เราต้องแน่ใจว่ารสชาติที่ทุกคนได้ดื่มนั้น มีความสดใหม่ และมีคุณภาพเหมือนกับเบียร์สดของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง จุดเด่นของเราคือการควบคุมอุณหภูมิตั้งแต่การผลิตจนถึงการจัดส่ง ทำให้เบียร์ยังคงความสดใหม่ มีคาแรคเตอร์ครบถ้วนทั้งรสชาติและกลิ่นหอม” นายเสถียรกล่าว

เบียร์สด เยอรมันตะวันแดง ยังได้พัฒนาต่อยอดทางเทคนิคการเสิร์ฟ ด้วยแท็ปอุณหภูมิต่ำซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยคงความสดใหม่ของเบียร์ระหว่างที่เสิร์ฟ พร้อมสร้างโฟมเบียร์ที่เนียนละเอียดเป็นพิเศษ ช่วยเสริมให้รสสัมผัสของเบียร์นุ่มละมุน ยกระดับรสชาติ และรสสัมผัสของเบียร์สดเยอรมันตะวันแดงให้ดียิ่งขึ้น สร้างความแตกต่างที่ไม่เหมือนใคร

2 รสชาติเอกลักษณ์ ที่ทุกคนรอคอย

“เบียร์สด เยอรมันตะวันแดง” ที่จะบุกตลาดออนพรีมิสทั่วประเทศ มี 2 รสชาติที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รอคอย

-ลาเกอร์ (Lager): เบียร์รสชาติกลมกล่อม ดื่มง่าย สดชื่น นุ่มละมุน กลิ่นมอลต์หอมโดดเด่น คงเอกลักษณ์รสชาติลาเกอร์เยอรมันแท้

-โรเซ่ (Rosé): เบียร์ที่ผสมผสานราสป์เบอร์รี่แท้ กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ รสหวานละมุนเป็นธรรมชาติ ดื่มง่าย ไม่หวานเลี่ยน

“โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง คือหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ครองใจนักดื่มทั้งไทยและต่างชาติกว่า 10 ล้านคน ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เราไม่ใช่แค่ ‘ผู้บุกเบิก’ แต่ยังเป็น ‘ผู้สร้างมาตรฐาน’ เบียร์สดรสชาติเยอรมัน ด้วย Brewmaster และวัตถุดิบจากเยอรมัน วันนี้เราพร้อมแล้วที่จะส่งต่อเบียร์สดคุณภาพดี เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้นักดื่มทั่วประเทศ ได้สัมผัสรสชาติที่ทุกคนรอคอย ในราคาที่เข้าถึงง่าย” นายเสถียร กล่าวในที่สุด

 

You can share this post!