ซีคอน ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้าขยายฐานลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพงานก่อสร้างยกระดับงานดีไซน์ และรุกตลาดเศรษฐกิจใหม่ในพื้นที่ EEC ตามแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ พร้อมเผยยอดจองสร้างบ้านยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เตรียมเปิดตัวแคมเปญ “EVERYONE CAN SELL” หนุนคนไทยสร้างรายได้ง่ายขึ้นจากการแนะนำลูกค้ามาสร้างบ้านกับซีคอน

นายมนู ตระกูลวัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอน จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดรับสร้างบ้าน ปี 2569 ว่าจะเป็นปีที่ธุรกิจรับสร้างบ้านต้องบริหารความผันผวนอย่างรอบคอบ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นปีแห่งโอกาสจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนภาครัฐ และความต้องการบ้านคุณภาพที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซีคอนฯจึงเดินหน้าพัฒนาทั้งด้านนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การออกแบบ และมาตรฐานงานก่อสร้าง เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคยุคใหม่
สำหรับปัจจัยหนึ่งธุรกิจรับสร้างบ้านในปี 2569 จะมีใน 2 เรื่องหลักคือ 1.การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนและนโยบายกระตุ้นจากภาครัฐ และ 2.นโยบาย ส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ขณะเดียวกันก็ยังมีความท้าทายสำหรับภาคธุรกิจรับสร้างบ้านด้วยเช่นกัน คือ 1.การบริหารจัดการต้นทุนและค่าแรงที่มีความผันผวน และ 2. การปรับตัวและเทคโนโลยีการก่อสร้าง
“เมื่อมองไปที่โครงสร้างต้นทุน แม้ตลาดก่อสร้างยังมีแรงกดดันจากวัสดุบางประเภทที่มีการปรับราคา รวมถึงค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทในช่วงกลางปี 2568 และค่าจ้างช่างฝีมือในเขตเมืองใหญ่ที่มีอัตราค่อนข้างอยู่ในระดับสูง แต่ผู้ประกอบการที่มีระบบบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพยังสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่พัฒนาเทคโนโลยีงานก่อสร้างและระบบโครงสร้างสำเร็จรูป ซึ่งเป็นหนึ่งในความได้เปรียบของซีคอนที่ใช้โรงงานผลิตโครงสร้างพรีคาสท์ในการสร้างมาตรฐานคุณภาพให้คงที่อยู่เสมอ” นายมนู กล่าว
สำหรับผลงานของซีคอนในปี 2568 แบบบ้านยอดนิยมอย่าง “Your Home Series 1 & 2” ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจองรวม 122 หลัง คิดเป็นมูลค่า 408,212,000 บาท ทั้งยังได้รับความสนใจจากตลาดต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ อาทิ ชลบุรี ลพบุรี กาญจนบุรี สระบุรี เขาใหญ่ นครราชสีมา และสุพรรณบุรี สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการบ้านคุณภาพกำลังขยายตัวสู่จังหวัดโดยรอบของกรุงเทพฯ ในขณะที่แบบบ้าน “ปลูกเรือน Series” ซึ่งเริ่มจำหน่ายในเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้น ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นกัน ปัจจุบันมียอดจองในหลายจังหวัด ประกอบด้วย ชลบุรี ชัยนาท สมุทรสาคร และ นนทบุรี

และจากกระแสการตอบรับที่ดี รวมไปถึงมองว่าในอนาคตอัตราการเกิดของประชากรในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เริ่มลดน้อยลง จึงเริ่มมองหาดีมานด์ในต่างจังหวัดที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียง กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ใกล้สุด ประกอบกับเป็นพื้นที่ภาครัฐมีการดำเนินการก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ ที่เริ่มเป็นรูปธรรมแล้ว มีนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก ความต้องการที่อยู่อาศัยก็จะมีมากตามไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทก็มีฐานลูกค้าในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และ ฉะเชิงเทรา อยู่แล้ว จึงนำร่องสร้างการรับรู้แบรนด์ด้วยการนำร่องการสื่อสารด้วยสื่อออนไลน์ทุกช่องทาง เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ล่าสุดลูกค้าในภาคตะวันออก ให้ความสนใจที่จะรับสร้างบ้านกับซีคอนฯ (ยกเว้นจ.ตราด) คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 40 ล้านบาท โดยอันดับ 1 คือจังหวัดชลบุรี รองลงมาคือจังหวัดระยอง ส่วนใหญ่สนใจสร้างบ้านแบบสูง 2 ชั้น ระดับราคา 2-3 ล้านบาท จากบ้านที่ซีคอนฯนำเสนอทั้งหมด 14 แบบ ถึงบ้านชั้นเดียว 2 แบบ และบ้าน 2 ชั้น 12 แบบ ราคาตั้งแต่ 1.69-5.59 ล้านบาท รู้จักโปรโมชั่นสำหรับผู้ที่จองสร้างบ้าน ฟรีค่าขนส่งระยะทาง 200 กิโลเมตรแรก และขณะนี้อยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะเปิดสำนักงานสาขาที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง แต่คาดว่าจะเปิดที่ชลบุรีก่อนเป็นลำดับแรก และลำดับถัดไปจะไปเปิดตัวที่จังหวัดระยอง เพื่อดูแลจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ด้วย หลังจากนั้นเป้าหมายขยายฐานลูกค้าในภาคต่อไปคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
“ซีคอนฯ พน้อมเดินหน้าบุกตลาด EEC แบบเต็มรูปแบบ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ผ่านบริการออนไลน์และการปรับดีไซน์ให้เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนระดับประเทศ ซีคอนจึงมีเป้าหมายในการนำบริการงานก่อสร้างที่มีระบบควบคุมคุณภาพและบริการครบวงจรเข้าไปสนับสนุนประชาชนในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยและมาตรฐานการก่อสร้างในโซนภาคตะวันออกให้สูงขึ้นในระยะยาว”นายมนู กล่าว

นายมนู กล่าวเพิ่มเติมว่า งานบ้านดีไซน์พิเศษในกลุ่ม SEACON ID ยังคงเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญที่ช่วยเสริมรายได้ขององค์กร โดย SEACON ID จะเป็นงานสั่งสร้างต่อหลังที่อยู่ในช่วงราคาประมาณ 20-40 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 30,000 บาทต่อตารางเมตร พร้อมมีลูกค้าที่ต้องการบ้านระดับพรีเมียมติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยซีคอนยังคงเดินหน้านโยบายด้านความยั่งยืนผ่านแนวคิด Green Construction ที่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุที่ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การออกแบบบ้านช่วยประหยัดพลังงาน การลดเศษวัสดุในไซต์งานด้วยระบบพรีคาสท์ และการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับแนวโน้มของผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่มองหาบ้านซึ่งคำนึงถึงสุขภาพ พลังงาน และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
โดยซีคอนฯยังเปิดเกมการตลาดใหม่ผ่านแคมเปญ SEACON Affiliate “Everyone Can Sell” ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนในหลากหลายอาชีพสามารถสร้างรายได้เสริมจากการแนะนำลูกค้าเข้ามาจองสร้างบ้านกับบริษัทฯ โดยมีค่าตอบแทนสูงสุด ล้านละ 5,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)พร้อมระบบติดตามผลผ่าน Line Official ที่พัฒนาเพื่อให้ใช้งานง่ายขึ้น และช่วยให้ผู้ที่เข้าร่วมสามารถสื่อสารข้อมูลได้สะดวกและมีประสิทธิภาพ
ในมุมมองของซีคอน แนวโน้มธุรกิจรับสร้างบ้านในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ยังคงมีพลังจากความต้องการบ้านคุณภาพของผู้บริโภคหลายกลุ่ม ตั้งแต่คนวัยทำงาน ครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยเพิ่ม ไปจนถึงผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการบ้านผสมสำนักงาน รวมทั้งกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนสอดคล้องกับเทรนด์โลก โดยในระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ 993 ล้านบาท (-6.28%) เมื่อเทียบกับยอดจองช่วงเดียวกันของปี 2567 อยู่ที่ 1,060 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดขายทั้งปีที่ 1,650 ล้านบาท จากปี 2567 อยู่ที่ 1,500 กว่าล้านบาท
“ทิศทางของผู้บริโภคกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่บ้านต้องตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชัน คุณภาพชีวิต และความยั่งยืน ซีคอนพร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจรับสร้างบ้านไทย ด้วยนวัตกรรมการก่อสร้างและบริการที่เชื่อถือได้ เพื่อรองรับตลาดที่เติบโตขึ้นในอนาคต”นายมนู กล่าวในที่สุด