ประเทศไทยเราควรมี GDP หรือการเติบโตของผลิตภัณฑ์รวม ไม่เพียงแต่ให้มากกว่าร้อยละ 5 ต่อปี แต่ต้องให้เติบโตในอัตรานี้ต่อเนื่องเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 15 ปีด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้รายได้คนไทยเฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน จะได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 37,000 บาทต่อเดือน ใกล้เคียงกับมาเลเซียในปัจจุบัน แต่ก็ยังคงเป็นเพียงประมาณหนึ่งในสาม ของรายได้คนไต้หวัน และเกาหลีใต้ ในปัจจุบันเท่านั้น
เราอยากเห็นคนไทยเลิกจน ใช่ไหม ?
เราอยากเห็นประเทศไทยก้าวข้ามกับดักความยากจน ไปสู่ประเทศพัฒนาที่ไร้คนจน ซึ่งต้องควบคู่กับนโยบายการกระจายรายได้ที่ดีด้วย หลายๆ คนบอกว่าประเทศไทยกำลังจมปลัก ถอยหลังเข้าคลอง จากที่เศรษฐกิจเคยโตเกิน 5% ต่อปี เดี๋ยวนี้เหลือ 2% หลายๆ คนบอกว่ามองไม่เห็นอนาคต แล้วเราจะมีวิธีอย่างไร ?
ลองดูประเทศที่ GDP Growth ย้อนหลัง 10 ปี ที่โตประมาณ 5% ต่อปี ได้แก่:
- Singapore: 6.92%
- Vietnam: 6.20%
- China: 5.79%
- Hong Kong: 5.48%
- Philippines: 5.20%
- Malaysia: 4.90%
ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมล่าสุดปีละประมาณ 18,579 ล้านล้านบาท ถ้าจะให้ GDP โต 5%ต่อปี ก็คือ มูลค่า 928,950 ล้านบาทต่อปี ล่าสุดเราจะทำได้แค่เพียง ประมาณ 2% ต่อปี คือ 371,580 ล้านบาท ซึ่งจะต้องทำเพิ่มอีก 557,370 ล้านบาทต่อปี
ประเทศที่มี GDP Growth โตเกิน 5% ต่อปี เขามีวิธีทำกันอย่างไรบ้าง
จีน ใช้วิธีการลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่างๆจำนวนมาก รวมทั้งการสร้างเมืองใหญ่ Shenzhen ในยุค ’80, Pudong ในยุค ’90 เอื้ออำนวยให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น ป้องกันภัยพิบัติได้ดีขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น และสร้างงานต่างๆ เพิ่มมาก ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก การมีรถไฟความเร็วสูงและระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นการสานสายใยให้ลูกหลานชนบทที่ไปทำงานในเมืองใหญ่ติดต่อและกลับไปเยี่ยมครอบครัวได้ง่ายขึ้นมาก...
สิงคโปร์ ใช้วิธีการลงทุนในสถาปัตยกรรมและสิ่งแวดล้อม ที่เริ่มตั้งแต่ที่อยู่อาศัยเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของครอบครัว และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่อเนื่องด้วย Opera House สนามกีฬายักษ์, Entertainment Complex, Gardens by the Bay, Museum ฯลฯ สร้างจุดขายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการทำตัวเองให้เป็นศูนย์กลางการเงิน การค้า การลงทุน และความง่ายในการทำธุรกรรมของธุรกิจต่างๆ (Easy of Doing Business) ทำให้ประเทศก้าวหน้าขึ้น เทียบกับประเทศชั้นนำของโลก
UAE พลิกทะเลทรายให้กลายเป็นเมืองใหม่ที่เจริญรุ่งเรืองอย่างผิดหูผิดตา ที่ไม่มีใครคิดถึง ด้วยการสร้างนวัตกรรมและสถาปัตยกรรมล้ำสมัย เช่น เมืองกลางทะเล Palm Jumeirah 1 ต่อด้วย Palm Jumeirah 2 ที่ใหญ่กว่าเดิม, อาคารระฟ้า Burj Khalifa, The Grand Mosque, Louvre Museum, Guggenheim Museum เป็นต้น ประกอบกับมาตรการทางภาษีที่จูงใจชาวต่างชาติมาก และเอื้ออำนวยให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยได้ง่าย…ฯลฯ
ในเมื่อรัฐบาลไทยต่างๆ ที่ผ่านมาได้พยายามใช้วิธีการต่างๆ ในการเพิ่มรายได้จากการส่งออก และรายได้จากการท่องเที่ยว รวมกันให้มากกว่าการนำเข้า (Export-Import) พยายามกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน (Consumption) พยายามส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment) และการลงทุนภาครัฐในด้านต่างๆ (Government Spending) โดยรวม แล้วทำให้เศรษฐกิจโตได้เพียง 2% ต่อปีเท่านั้น
จะมีความหวังมากขึ้น เมื่อหันมาดูจังหวัดหนึ่งของไทย ที่มีสถิติการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือ GDP Growth ในรอบ 10 ปี = 8.3% ซึ่งสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของทั้งประเทศมาก คือ “ภูเก็ต”
ทั้งนี้ เพราะ “ภูเก็ต” เป็นจังหวัดที่เปิดกว้าง มีชาวต่างชาติมาพำนักและทำงานใน “ภูเก็ต” (ยังไม่นักท่องเที่ยว) ประมาณ 33,068 คน จากประชากรทั้งสิ้น 429,583 คน หรือประมาณ 7.7% หรือประมาณ 5 เท่าเศษ เมื่อเทียบสัดส่วนของชาวต่างชาติทั้งประเทศที่มีเพียง 1.5% ของประชากรทั้งหมด
อนึ่ง ประชากรไทยในจังหวัด “ภูเก็ต” เพิ่มขึ้นมาตลอดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ย 1.05% ต่อปีหรือ 11.1% ในรอบ 10 ปีการมีประชากรเพิ่มขึ้น รวมกับนักท่องเที่ยวที่เพิ่ม ทำให้การอุปโภค บริโภคเพิ่มขึ้น ที่อยู่อาศัยใหม่ๆ เพิ่มขึ้นกระจายไปทั่วเกาะ การเพิ่มขึ้นของประชากรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจใน “ภูเก็ต” เติบโตต่อเนื่อง ในขณะที่ประชากรไทยทั้งประเทศกลับค่อยๆ ลดลงจะไม่มีวันเป็นไปได้เลย ถ้าเราไม่คิดใหญ่ และเอาจริง…ถ้าประเทศไทยจะสร้าง Mega Project ที่มีประโยชน์ ที่จะมาเสริมเพิ่ม GDP จะเป็นไปได้ไหม ?
ที่ผ่านมา รัฐฯ พยายามเข้าลงทุนในสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่างๆ แต่ด้วยข้อจำกัดของหนี้ภาครัฐฯ (Public Debt) ต้องไม่เกิน 60% ของ GDP จึงทำให้โครงการดีๆ จำนวนมากต้องถูกระงับการพิจารณาหรือต้องเลื่อนออกไป
ที่จริงแล้ว ประเทศไทยควรใช้ศักยภาพที่ตั้งของภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์ ถ้ารัฐฯ ใช้วิธีการรัฐฯ-ราษฎร์ ร่วมทุน (Public Private Partnership) หรือ PPP โดยใช้เพียงทรัพยากรที่มีอยู่ของรัฐฯ ส่วนใหญ่ คือ ที่ดิน และรัฐฯ ใช้อำนาจที่รัฐมีอยู่ในการออกใบอนุญาตให้สัมปทาน และออกกฎเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้โครงการต่างๆ เป็นไปได้ ก็จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติได้จำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจประเทศเจริญก้าวหน้า คนมีงานทำมากขึ้น และรายได้ดีขึ้น
เรื่องของหนี้สาธารณะก็จะไม่เป็นปัญหาต่อไป เพราะเอกชนเป็นฝ่ายลงทุนค่าก่อสร้างและพัฒนา ส่วนรัฐฯ ใช้เพียงที่ดินของรัฐฯ ในการร่วมทุน และได้อำนาจรัฐฯ ในการออกใบอนุญาตสัมปทาน และส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น
- ยกระดับ “กรุงเทพมหานคร” เป็นศูนย์กลางการเงิน การลงทุน การค้า การซื้อขายหลักทรัพย์ข้ามประเทศต่างๆ
ปัจจุบันศักยภาพของ “กรุงเทพฯ” ใกล้เคียงกับสิงคโปร์และฮ่องกงแล้ว ไม่ได้ต่างกันมากเหมือนแต่ก่อน เพียงแต่บริษัทข้ามชาติต่างๆ ยังคงเกาะกลุ่มกันใน 2 เมืองดังกล่าว เพราะที่ผ่านมาทางสิงคโปร์และฮ่องกง จูงใจตั้งอัตราภาษีต่ำกว่าไทย อำนวยความสะดวกต่างๆ ในการทำธุรกรรม การจดทะเบียน ตลอดจนการอนุมัติวีซ่าสำหรับคนต่างชาติ ที่ง่ายกว่า…
ถ้า “กรุงเทพฯ” กลายเป็นศูนย์กลางการเงิน การลงทุน การค้า การซื้อขายหลักทรัพย์ ฯลฯ ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศชั้นแนวหน้าอีกแห่งหนึ่งของโลก และได้ประโยชน์มหาศาลจากการมาตั้งบริษัทฯ คนต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถจะมาทำงานระยะยาว แทนที่จะพักเพียงไม่กี่วันเหมือนนักท่องเที่ยวชั่วคราว เพราะ “กรุงเทพฯ” ยังมีข้อดีหลายหลายเรื่องที่สิงคโปร์และฮ่องกงไม่มี คือ สะดวกสบายกว่า ผู้คนเป็นมิตรมากกว่า และค่าใช้จ่ายการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตคุ้มค่ามากกว่า...
แต่สิ่งที่เราต้องปรับปรุงแก้ไขคือระบบราชการที่เข้มงวดกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ต้องการเอกสารประกอบจำนวนมาก ใช้เวลา ขออนุญาตนานกว่า ชาวต่างชาติที่อยู่ในไทย ต้องไปรายงานตัวทุกๆ 3 เดือน เป็นต้น
สิ่งที่ชาวต่างชาติเรียกร้อง คือ การยืดระยะเวลาการเช่าหรือทรัพย์อิงสิทธิจาก 30 ปี เป็น 90 ปี และการใช้มาตรการทางภาษีจูงใจมากขึ้น ให้มากขึ้นเทียบเท่า Singapore และ UAE …
วิธีการ เพียงแค่ออกมาตรการจูงใจส่งเสริมที่ดีพอและประกาศให้ทั่วโลกรับรู้ เพราะปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ค่อนข้างพร้อมอยู่แล้ว สิ่งสำคัญต้องยกเลิกระบบราชการที่ยังมีขั้นตอนซับซ้อนและใช้เวลานาน เราจำเป็นต้องปฏิรูปขนาดใหญ่ ถ้าเอาจริง ใช้เวลาเพียง 3 เดือนก็พอแล้ว ในการลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออก ให้เหลือเท่าที่สิงคโปร์ใช้อยู่
ถ้าโครงการนี้ จูงใจให้ชาวต่างชาติมืออาชีพมาอยู่ และทำงานในไทยได้ปีละ 10,000 คน คนหนึ่งๆ ใช้ประมาณ 4 ล้านบาทต่อปี เราจะได้รายได้ประมาณ 40,000 ล้านบาท
- การสร้างเขื่อนกั้นป่าแม่น้ำเจ้าพระยา+ช่องจอดเรือพร้อมประตูปรับระดับน้ำสำหรับเรือเข้าออก
เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ในกรณี ที่น้ำทะเลหนุน ทำให้น้ำท่วมในช่วงน้ำหลาก แต่ละครั้งเสียหายหลายหมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่รัฐฯ ต้องเสียเงินเยียวยา และเสียเวลาช่วยเหลือราษฎรที่เสียหายมากมายครั้งแล้วครั้งเล่า และตั้งงบลงทุนทำเขื่อนกันน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ยังไม่มีการดำริสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมจากทะเลหนุนแต่อย่างใด
เงินลงทุนโครงการนี้ใช้เงินไม่มาก สามารถทำได้ในวงเงิน 10,000 -20,000 ล้านบาท แล้วแต่เราจะทำขนาดใหญ่-เล็ก และต้องการได้ที่ดินในทะเลบางส่วนมาเพิ่มเพื่อปลูกสร้างอาคารหรือไม่
- 3. โครงการ Southern Seaboard และ Land Bridge มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น
- ท่าเรือน้ำลึกระนอง, ชุมพร 636,477 ล้านบาท
- ระบบขนส่ง ถนนและราง 220,000 ล้านบาท
- ระบบขนส่ง สินค้าระหว่างท่าเรือ 140,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน ไทยเรายังมีรถบรรทุกและขบวนรถไฟที่ขนส่งสินค้าไปส่งออกที่ท่าเรือปีนัง เพราะเราไม่มีท่าเรือน้ำลึกฝั่งตะวันตกที่ควรมี โครงการนี้ คือ การใช้ศักยภาพทางของภูมิศาสตร์ของไทยที่ประเทศอื่นๆ ไม่มี ให้เป็นประโยชน์ ถ้าแล้วเสร็จ จะสร้างคุณูปการต่างๆ มหาศาลต่อการส่งออก เกิดการจ้างงานจำนวนมาก ทำให้ภาคใต้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก และทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลระหว่างตะวันออกกับตะวันตก แทนที่สิงคโปร์ที่เป็นอยู่เดิม บางคนบอกว่า โครงการนี้ไม่คุ้ม เพราะระยะทาง และเวลาอ้อมใต้แหลมมลายูไม่มากนัก
ที่จริงคนที่จะบอกว่าเป็นไปได้หรือไม่ คือ ผู้ลงทุนที่เราเชื้อเชิญมาจากทั่วโลก เพียงแต่เราถ้าจะยืดหยุ่นเรื่องจำนวนปีการให้สัมปทาน หรือยอมให้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมควบคู่กันไป ก็จะเป็นไปได้ง่ายขึ้นโครงการนี้ ถ้าใช้เวลาสร้าง 10 ปี แค่เพียงในช่วงก่อสร้าง ก็จะเกิดมูลค่าการลงทุนเพิ่มอีกปีละ 100,000 ล้านบาท
- การสร้างสะพานข้ามอ่าวไทย จากเกาะสีชัง ไปยังประจวบคีรีขันธ์ เพื่อไปเชื่อมกับ Southern Seaboard สะพานนี้มีความยาวเพียง 100 กิโลเมตร ซึ่งการก่อสร้างง่ายกว่า และค่าก่อสร้างน่าจะถูกกว่าการสร้างสะพานและอุโมงค์ใต้ทะเลจากฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า ที่ใช้เงินเกือบ 6 แสนล้านบาทมาก และจะยกระดับศักยภาพการคมนาคมภายในประเทศ ตลอดการขนส่งสินค้าจาก EEC ไปลงเรือที่ท่าเรือฝั่งตะวันตกสะดวกรวดเร็วมากขึ้น เป็นการเสริม Southern Seaboard และ Land Bridge ให้มีศักยภาพสูงยิ่งขึ้น และจะช่วยให้การส่งออกของไทยดียิ่งขึ้น
- รถไฟความเร็วสูง โครงการแรกจาก กรุงเทพฯ-โคราช-หนองคาย
ค่าก่อสร้าง กรุงเทพฯ-โคราช 179,413 ล้านบาท ค่าก่อสร้าง โคราช-หนองคาย 341,351 ล้านบาทรวมเป็นเงิน ประมาณ 520,000 ล้านบาท โครงการนี้ ใช้เวลานานมากกว่าที่ควรไปหลายเท่าตัว เพราะรัฐฯ คิดลงทุนเอง และตัดสินใจช้า ทำให้เงินที่ลงไปยังไม่เกิดประโยชน์ สมควรที่จะเร่งจัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่ง และเอื้อประโยชน์ให้การส่งออกได้ดียิ่งขึ้นนอกจากนี้ ควรจะชักชวนนักลงทุนเอกชนจากทั่วโลกมาลงทุน พัฒนาสร้างสายใต้เชื่อมต่อกับมาเลเซียและสิงคโปร์ และสายเหนือไปยังเชียงใหม่ เชียงราย ความเจริญก็จะกระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว และทั่วถึง อนึ่ง เราควรส่งเสริมการลงทุน โดยปรับเงื่อนไขให้จูงใจพอ เช่น ระยะเวลาสัมปทานโครงการ และการเอื้อให้พัฒนาเชิงพาณิชย์รอบสถานีต่างๆ เป็นต้น จะทำให้โครงการเหล่านี้เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
- 6. สถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) โดยไม่จำเป็นต้องมีคาสิโนไว้ในโครงการก็ได้ สวนสนุก Amusing Park ขนาดใหญ่ต่างๆ ตัวอย่าง เช่น Disney World, Universal Studios, Gardens by the Bay ของ Singapore ที่เป็นทั้งที่พักผ่อนหย่อนใจและได้เรียนรู้ด้วย เป็นต้น ถ้ามี 3 แห่ง แต่ละแห่งมูลค่า 10,000 ล้านบาท ก็จะได้เงินลงทุน 30,000 ล้านบาท+รายได้ตามหลังจากการบริหารอีก
- สนามกีฬาขนาดใหญ่, Concert Hall, Performing Arts Center ส่งเสริมการลงทุนให้สร้างในเมืองใหญ่ทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพการกีฬา ให้เป็นเจ้าภาพแข่งขันกีฬาระดับโลก เช่น โอลิมปิกได้ และเพื่อดึงดูดการแสดงระดับโลก เช่น ตัวอย่างการจัด Concert ของ Taylor Swift ที่สิงคโปร์ เป็นต้น เราสามารถจัดเป็นโครงการส่งเสริมการลงทุนได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดมูลค่าการลงทุนได้เป็นหลักหลาย หมื่นล้านบาทสิ่งเหล่านี้ ถึงแม้ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานที่คนรายได้น้อยต้องการ แต่เป็นปัจจัยวัดความเจริญของประเทศ และเป็นสิ่งอำนวยคุณภาพชีวิตที่ชาวต่างชาติต้องการ
- พิพิธภัณฑ์ต่างๆ, ศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้ โรงงานกำจัดขยะ โรงงานทำปุ๋ย อุตสาหกรรมที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม เกษตร อาหาร การแพทย์+ สุขภาพ ฯลฯส่งเสริมให้เอกชนสร้างทั่วประเทศ ถ้าแต่ละแห่งมูลค่า 500 ล้านบาท ถ้ามีจำนวน 100 แห่ง ก็จะเป็นมูลค่าการลงทุน 50,000 ล้านบาท
- ส่งเสริมบ้านผู้มีรายได้น้อยและปานกลางค่อนข้างน้อยถ้ารัฐฯ ใช้มาตรการส่งเสริมที่อาศัยหลังยุค “ต้มยำกุ้ง” ด้วยการลดภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3% เหลือ 0.11% ค่าธรรมเนียมจาก 2% เหลือ 0.01% และค่าจดจำนอง จาก 1% เหลือ 0.01% รวมเป็นส่วนลด 6.17% มาส่งเสริมให้คนรายได้น้อยและรายได้ปานกลางค่อนข้างน้อย ในรูปบ้านจัดสรรหรือคอนโดฯ ที่มีมูลค่าหน่วยละ 1 ถึง 2 ล้านบาท หรือ เฉลี่ยต่อหน่วยละ 1.5 ล้านบาท มาตรการนี้จะได้ใจประชาชนมาก ที่เสริมสร้างความมั่นคงของครอบครัว เพราะกฎหมายต่างๆ และการควบคุมของรัฐฯ เข้มงวดและสูงขึ้นมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา จนทำให้ความหวังของคนรายได้น้อยและปานกลางค่อนข้างน้อยเลือนหายไป
ยังมีคนถามว่า “การรอนสิทธิ์” ประชาชน ด้วยการเพิ่มมาตรการสิ่งแวดล้อมและมาตราฐานจัดสรรที่ดินที่ไม่จำเป็น ตลอดจนเพิ่มต้นทุนอาคารที่ไม่จำเป็น ที่เอื้อให้คนรวยอยู่ดีขึ้น แต่กลับรอนสิทธิ์ ทำให้ประชาชนรายได้น้อยและปานกลางค่อนข้างน้อยไม่สามารถซื้อ “ที่อยู่อาศัย” ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นของชีวิตตามอัตภาพนั้น ขัด “รัฐธรรมนูญ” หรือไม่
ถ้าแต่ละปี โครงการนี้มีผู้ใช้สิทธิ์ทั่วประเทศ 100,000 หน่วย ก็จะเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 150,000 ล้านบาท โดยรัฐ ฯ ต้องจ่ายเงินสนับสนุนเพียง 9,250 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐฯ จะได้เงินภาษีกลับคืนมาในรูปแบบของภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% รวมกับ ส่วนคงเหลือของภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าธรรมเนียมโอนฯ และจำนองรวม 0.13% และภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่า 12% หรือ มูลค่าเกือบ 18,000 ล้านบาท
- 10. การส่งเสริม ชาวต่างชาติ ให้เข้ามาพำนักในประเทศไทยเราควรเพิ่มมาตรการส่งเสริมชาวต่างชาติ ให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยในระยะปานกลาง-ยาว แทนการส่งเสริมการท่องเที่ยวระยะสั้นๆ ในกรณีต่างๆ ดังนี้ เช่น
- การส่งเสริมให้นักเรียน / นักศึกษา เข้ามาศึกษาหลักสูตรนานาชาติในประเทศไทย
ถ้ามีจำนวนปีละ 10,000 ราย ใช้จ่ายปีละ 1,000,000 บาทต่อราย ก็จะเป็นเงินละ 10,000 ล้านบาท
- ส่งเสริมให้ผู้สูงวัยจากประเทศที่รายได้สูงกว่า (โดยเฉพาะประเทศที่มีอากาศหนาว) ย้ายมาเกษียณในประเทศไทย
ถ้ามีจำนวนปีละ 10,000 ราย ใช้จ่ายปีละ 1,000,000 บาทต่อราย ก็จะเป็นเงินละ 10,000 ล้านบาท
ส่งเสริมให้นักวิชาชีพต่างๆ ทั้ง Digital Technology, Finance, Marketing ที่เราขาดแคลนเข้ามาทำงานในประเทศไทยถ้ามีจำนวนปีละ 10,000 ราย ใช้จ่ายปีละ 4 ล้านบาทต่อราย ก็จะเป็นเงิน ปีละ 40,000 ล้านบาท
- ส่งเสริมให้นักลงทุนประเภทต่างๆ ตั้งแต่ ลงทุนในหลักทรัพย์ เงินตรา อสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนธุรกิจการค้า การบริการ และอุตสาหกรรมต่างๆถ้ามีจำนวนปีละ 10,000 ราย ใช้จ่ายปีละ 10 ล้านบาทต่อราย ก็จะเป็นเงินปีละ 100,000 ล้านบาทต่อปี
- การส่งเสริมและนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
ตามการวิจัยของ UNCTAD ว่า ประเทศกำลังพัฒนา ถ้าดึงเศรษฐกิจนอกระบบ ที่มีถึงเกือบร้อย ละ 50 ของทั้งหมด เข้าสู่ระบบเพียงบางส่วน อาจทำให้ GDP โตขึ้นได้ตามส่วน 1-2% ต่อปีประเทศไทยมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอีกวาระหนึ่ง ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศเริ่มจนเรื้อรังที่ขุนไม่ขึ้น จริงหรือ ?
มีใครบ้างที่อยากเห็นประเทศไทยของเราถูกประเทศอาเซียนอื่นๆ ทิ้งห่างไปเรื่อยๆ
ช่วงเวลานี้ เราต้องการ Mega Project ที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทย ให้ช่วยฉุดกระชากประเทศไทยให้รุดหน้า โดยไม่เพิ่มภาระหนี้ภาครัฐฯ
ข้อเสนอต่างๆ ข้างต้น ที่คิดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวอย่าง ให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ นำไปพิจารณา นำไปต่อยอด โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจะก้าวข้ามความยากจนไปสู่ประเทศพัฒนาที่ไร้คนจน โดยเร็ว