
จังหวัดภูเก็ต ถือว่าเป็นแหล่งเหมืองแร่ดีบุกเก่า จึงมีเจ้าสัวที่มั่งคั่งมาจากการทำเหมืองแร่ในภูเก็ตเป็นจำนวนมาก หลายตระกูลดัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน 1 ในจำนวนนั้น คือ “ตระกูลวานิช”ซึ่งต้นตระกูลเป็นเจ้าสัวจากจังหวัดพังงาและเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันขึ้นที่ภาคใต้เป็นกลุ่มแรก ดังนั้นธุรกิจหลักของตระกูลนี้จึงได้แก่โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม โดยมีบริษัทแม่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) หรือ UVAN ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศไทย ซึ่งมีโรงงานในหลายจังหวัดทางภาคใต้ อาทิ กระบี่,สุราษฎร์ธานี,นครศรีธรรมราช,พัทลุงและพังงา รวมไปถึงโรงงานรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ประเทศฟิลิปปินส์อีกด้วย และธุรกิจอื่นๆอีกมากมาย

ขณะเดียวกันตระกูลวานิช ยังมีที่ดินที่เป็นเหมืองแร่เก่าในจังหวัดภูเก็ต อยู่หลายแปลง 1 ในจำนวนนั้นคือที่ดินแปลงใหญ่ ที่เคยเป็นเหมืองแร่เก่า และต่อมาได้ปลูกเป็นสวนปาล์ม บนพื้นที่ประมาณ 491 ไร่ บริเวณติดถนนเทพกระษัตรี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างสนามบินภูเก็ตและตัวเมือง ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยมีการคิดโมเดลธุรกิจจะพลิกฟื้นที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นมิกซ์ยูสบิ๊กโปรเจกต์ระดับอินเตอร์เนชั่นแนล พัฒนาในนามบริษัท ซีวี กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งโดยนายอภิรักษ์ และ นางจันทร์ทิพย์ วานิช ขึ้นมาด้วยทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท

โดยนางจันทร์ทิพย์ วานิช กรรมการผู้จัดการและผู้บริหาร กลุ่มบริษัท ซีวี กรุ๊ป เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ฟื้นตัวดีมากนัก แต่ภาพรวมของตลาดภูเก็ตถือว่าเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ทั้งด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากดีมานด์ไม่ได้มีเพียงคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ที่นิยมเข้ามาลงทุนซื้อที่อยู่อาศัยในจ.ภูเก็ต โดยที่ผ่านมารัสเซีย ถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง ต่อมาก็เป็นกลุ่มชาวจีน แต่ปัจจุบันแม้กลุ่มชาวจีนและมีการชะลอตัวลง ก็ยังมีกลุ่มชาวอินเดีย และยุโรป เข้ามาทดแทนอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯและนอกตลาดหลักทรัพย์ เข้ามาพัฒนาเป็นจำนวนมากแล้ว แต่มองว่าดีมานด์ที่อยู่อาศัยยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นทางครอบครัว “วานิช”จึงได้นำที่ดินซึ่งเป็นเหมืองแร่ดีบุกเก่า ที่ต่อมาได้นำมาปลูกเป็นสวนปาล์ม จำนวน 491 ไร่ มาพัฒนาโครงการมิกซ์ยูบิ๊กโปรเจกต์ ภายใต้ชื่อ “ซินเชซิส อาร์ค ภูเก็ต” (Synthesis Ark Phuket) มูลค่าการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท (คิดเป็นมูลค่าที่ดินกว่า 10,000 ล้านบาท)ที่ในอนาคตต้องการจะให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่และจุดหมายปลายทางของชาวต่างชาติและคนไทย ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวจะแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 เฟส

โดยเฟสแรก จะพัฒนาภายใต้ชื่อ “NEXUS” บนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท แบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 อาคาร ซึ่งเป็นการลงทุนเอง 100% ประกอบด้วย
1.อาคารสำนักงาน สูงประมาณ 5 ชั้น พื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นการรองรับการทำงานของบริษัทในเครือ ซีวี กรุ๊ป รวมไปถึงบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในจ.ภูเก็ต และบริษัทจากกรุงเทพฯที่ต้องการพื้นที่สำนักงานในภูเก็ตด้วย
2.โรงแรมระดับพรีเมียมระดับ 4 ดาว สูง 3-4 ชั้น ขนาด 70 ห้อง ซึ่งจะเป็นการนำเชนบริหารระดับอินเตอร์ฯเข้ามาบริหาร ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณา
3.อาคาร Retail & Lifestyle ประกอบไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร
4.อาคาร Wellness & Aesthetic ศูนย์รวมบริการสุขภาพและความงาม
โดยทั้ง 4 อาคาร ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2568 นี้แล้ว คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2571

นอกจากนี้ในเฟสแรก บริษัทฯยังปล่อยเช่าที่ดินประมาณ 40 ไร่ ซึ่งมีหน้ากว้างติดถนนเทพกระษัตรี กว่า 300 เมตร ในสัญญาระยะยาว 30 ปี เพื่อให้กลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่จากในกรุงเทพฯ เข้ามาเปิดให้การห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ (คาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มสยามพิวรรธน์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำในประเทศไทย เจ้าของและผู้บริหารโครงการชื่อดัง เช่น สยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่ และเป็นพันธมิตรผู้บริหาร ไอคอนสยาม และ สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ ซึ่งมีธุรกิจหลัก 7 กลุ่มภายใต้บริษัทในเครือกว่า 50 บริษัท)

สำหรับในเฟสที่ 2 มีแผนที่นำที่ดินประมาณ 120 ไร่ มาพัฒนาในรูปแบบของโรงเรียนนานาชาติ และพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ ซึ่งในส่วนของที่อยู่อาศัยอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะเป็นการร่วมทุน หรือ ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มาเช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี เพื่อพัฒนาโครงการ ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกือบ 10 ราย เข้ามาเจรจา และในจำนวนทั้งหมดนี้ล้วนเข้ามาพัฒนาโครงการในภูเก็ตแล้วทั้งสิ้น (คาดการณ์ว่าในจำนวนดังกล่าวน่าจะมีบมจ.แสนสริ และ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชัน ด้วย) นอกจากนี้ยังมีโรงแรมขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะร่วมทุนกับพันธมิตร และ Wellness ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้

สำหรับเฟสที่ 3 จะพัฒนาบนที่ดิน 160 ไร่ ในรูปแบบของบ้านจัดสรร,คอนโดมิเนียม และโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งยังไม่สามารเปิดเผยข้อมูลได้
นางจันทร์ทิพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยโรงเรียนนานาชาติ ที่จะมาเปิดให้บริการในโครงการทั้ง 2 เฟสนั้น ยังไม่เคยเข้ามาเปิดให้บริการในจ.ภูเก็ต สามารถรองรับนักเรียนได้ประมาณ 600-1,600 คน

“Synthesis Ark Phuket คือ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของภูเก็ต และเป็นการต่อยอดที่ดินของตระกูลวานิช จากธุรกิจเหมืองแร่ สู่สวนปาล์ม และก้าวต่อไปคือ การสร้างเมืองต้นแบบที่จะเป็น ‘เพชรเม็ดงาม’ แห่งภูเก็ต เราต้องการส่งต่อความภาคภูมิใจนี้สู่อนาคต ผ่านการพัฒนาโครงการที่สะท้อนแนวคิด การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนในรูปแบบ 15-Minute Neighborhood ที่ทุกสิ่งอยู่ในระยะเดินถึง ไม่ว่าบ้าน ที่ทำงาน โรงเรียน ศูนย์สุขภาพ และสวนขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิต ทำงาน เรียนรู้ และพักผ่อน ได้ครบจบในที่เดียว” นางจันทร์ทิพย์ กล่าว

นางจันทร์ทิพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ดินที่ตั้งโครงการจะอยู่บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 402 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ถนนเทพกระษัตรี ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อจังหวัดภูเก็ตกับแผ่นดินใหญ่ โดยมีจุดเริ่มต้นจากอำเภอโคกกลอย จังหวัดพังงา และสิ้นสุดที่ตัวเมืองภูเก็ต โดยพื้นที่ในย่านนี้ส่วนใหญ่เป็นแหล่งโชว์รูมรถ ซึ่งในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 8% ต่อปี โดยปัจจุบันราคาที่ดินในย่านนี้อยู่ที่ราคาประมาณ 20 ล้านบาท/ไร่ โดยแผนระยะ 5-10 ปีนี้ ทางเรายังคงเน้นการลงทุนในจ.ภูเก็ต เป็นหลัก แต่อนาคต 10-20 ปี อาจจะขยายไปลงทุนในจังหวัดอื่นๆต่อไป ซึ่งทางครอบครัวยังมีที่ดินสะสมในหลายจังหวัดทางภาคใต้อีกหลายแปลง โดยอาจจะเป็นการพัฒนาโดย Gen รุ่นต่อไป